งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐออริกอน สหรัฐฯ ตอกย้ำว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของคู่นอนมีผลต่อการตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยจริง

โดยจากข้อมูลพบว่า การทำความเข้าใจว่าคู่นอนที่ตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หรือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือทั้งสองอย่าง ส่งผลต่อแนวโน้มการใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

การวิจัยครั้งนี้ซึ่งมีศาสตราจารย์ เอส มารี ฮาร์วีย์ รองคณบดี วิทยาลัยการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์มนุษย์เป็นหัวหน้าโครงการ ได้ตีพิมพ์บทความลงในวารสาร The Journal of Sex Research  พบว่าคนหนุ่มสาวจะตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่ขึ้นอยู่กับคู่นอนแต่ละคนและรูปแบบลักษณะความสัมพันธ์ของแต่ละคู่

ถุงยางอนามัยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือสามารถป้องกันการตั้งครรภ์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถึงแม้ถุงยางอนามัยจะเป็นวิธีคุมกำเนิดและป้องกันโรคที่เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่จากการศึกษาพบว่ามีความสำคัญเป็นพิเศษต่อกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการท้องไม่พร้อมและติดเชื้อเอชไอวีสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่มอายุอื่น

ผู้วิจัยทำการศึกษาอิทธิพลของรูปแบบความสัมพันธ์เหล่านี้รวมทั้งรูปแบบอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 18-30 ปี จำนวน 450 คน เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยจะถูกสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ รูปแบบสัมพันธภาพ รวมทั้งเหตุผลในการใช้ถุงยางอนามัย  ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนเป็นผู้ใช้ถุงยางอนามัย หากผู้ตอบคนใดมีคู่นอนมากกว่า 1 คน ต้องตอบคำถามทั้งหมดในแบบสอบถามเพิ่มอีกชุด (ใช้แบบสอบถาม 1 ชุด สำหรับข้อมูลของคู่นอน 1 คน)  ได้แก่ ปัจจัยด้านคู่นอนเฉพาะคน เช่น สัมพันธภาพระหว่างคู่ การรับรู้ว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากคู่นอนและความสบายใจในการพูดคุยเรื่องถุงยางอนามัยและการใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอน

วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันเพื่อสุขภาพเด็กและการพัฒนามนุษย์แห่งชาติ เพื่อสำรวจเหตุผลของการใช้ถุงยางอนามัย ผลการวิจัยนี้จึงน่าสนใจเนื่องจากถุงยางอนามัยเป็นวิธีเดียวในขณะนี้ที่ใช้เพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้ง่าย

ลิซ่า โอคเลย์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐออริกอน หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า “คำถามเกี่ยวกับคู่นอนเฉพาะคนทำให้ได้ข้อมูลไม่ซ้ำกันซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกสำคัญที่ช่วยให้เห็นบทบาทของรูปแบบสัมพันธภาพที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าทำไมจึงใช้ถุงยางอนามัย”

คณะผู้วิจัยพบว่ารูปแบบความสัมพันธ์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของคู่นอนแต่ละคนที่ส่งผลต่อการใช้ถุงยางอนามัยเป็นพิเศษ ได้แก่ การรับรู้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากคู่นอน และความมั่นใจและสบายใจในการคุยเรื่องถุงยางอนามัยกับการใช้ถุงยางอนามัย

แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับเหตุผลในการใช้ถุงยางอนามัย โดยคนส่วนใหญ่มักใช้สัญชาตญาณในการประเมินความเสี่ยง และในการตัดสินใจเฉพาะเจาะจงกับคู่นอนแต่ละคนอยู่แล้ว แต่นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาประเด็นนี้อย่างจริงจังและชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้จริง

นอกจากนี้ การวิจัยยังพบอีกว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 51 ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เป็นเหตุผลหลัก มีเพียงร้อยละ 17 ที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคเป็นเหตุผลหลัก และร้อยละ 33ใช้เพราะต้องการคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อ

ศาสตราจารย์ฮาร์วีย์กล่าวว่า “โดยภาพรวมแล้วเราตระหนักถึงความเสี่ยงของการตั้งครรภ์กันมากขึ้น แต่กลับไม่ค่อยรับรู้กันว่าตัวเราเองนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แค่ไหน”

“เป้าหมายของบุคลากรด้านสุขภาพหรือด้านสาธารณสุขก็คือการช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตที่นำไปสู่การอยู่ดีมีสุขปลอดภัยแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น เมื่อถึงเวลาต้องทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนใช้ถุงยางอนามัย ก็ควรต้องเข้าใจความซับซ้อนของสัมพันธภาพและบทบาทของปัจจัยด้านรูปแบบลักษณะความสัมพันธ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวด้วย”

 

เรียบเรียงจาก Relationship factors affect young adult use of condoms

 

print

Leave a Reply