พญ. คอร่า คอลแล็ต บรูเนอร์ ได้เขียนบทความลงใน จดหมายข่าวสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา เน้นย้ำว่ากุมารแพทย์คือผู้ที่อยู่ในฐานะเหมาะสมต่อการให้ความรู้ผู้ป่วยวัยรุ่นในเรื่องเพศวิถี แต่ในทางปฏิบัติ จากการทบทวนรายงานการออกตรวจสุขภาพประจำปีในสถานศึกษาพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยวัยรุ่นไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จากกุมารแพทย์ ส่วนผู้ที่มีโอกาสได้รับข้อมูลนั้นพบว่า บทสนทนากับกุมารแพทย์ในหัวข้อดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่า 40 วินาที

แพทย์บางรายกล่าวว่าตนมีเวลาไม่พอ หรือรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพูดคุยประเด็นดังกล่าว บ้างก็รู้สึกเป็นกังวลว่าตนอาจทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองไม่พอใจ

รายงานการศึกษาทางคลินิกฉบับปรับปรุงใหม่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร กุมารเวชศาสตร์ ฉบับเดือนสิงหาคม โดยคณะกรรมการด้านวัยรุ่นและคณะกรรมการว่าด้วยจิตสังคมสุขภาพเด็กและครอบครัว ชื่อว่า เพศวิถีศึกษาสำหรับเด็กและวัยรุ่น  อาจจะถือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาของกุมารแพทย์ที่มีงานล้นมือและมีช่องว่างของการสื่อสาร โดยรายงานฉบับนี้สรุปการทบทวนผลการศึกษาวิจัยที่ทันสมัยด้านหลักสูตรการศึกษาสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงรายงานฉบับเดิมที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ให้มีเนื้อหาเป็นปัจจุบันมากขึ้น

การจัดหลักสูตรการศึกษาที่มีเนื้อหารอบด้าน 

เพศศึกษารอบด้านต้องเป็นการเรียนการสอนที่ครอบคลุมเพศวิถีหลากหลายเรื่อง ได้แก่ สัมพันธภาพแบบใกล้ชิดลึกซึ้ง กายวิภาคทางเพศ การสืบพันธุ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กิจกรรมทางเพศ การยินยอมพร้อมใจ วิถีทางเพศ การรักนวลสงวนตัว การคุมกำเนิด สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ และบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ

หลักสูตรเพศศึกษาที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามหลักฐานเชิงประจักษ์ในเรื่องสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธ์ุที่จัดให้สอดคล้องเพียงพอโดยกุมารแพทย์ โรงเรียน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะสามารถช่วยเด็กและวัยรุ่นให้มีทักษะตัดสินใจอย่างมีข้อมูลรอบด้าน เป็นไปในทางบวกและปลอดภัยเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องการมีสัมพันธภาพที่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางเพศที่รับผิดชอบ และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนามัยการเจริญพันธุ์ของตนเอง

เพศศึกษารอบด้านสามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ การติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กและวัยรุ่นทั้งกลุ่มที่มีและไม่มีสภาวะสุขภาพเรื้อรังและความพิการ

ทำไมจึงไม่ควรเน้นสอนเรื่องการรักนวลสงวนตัว?

เป็นที่ทราบกันดีว่าการละเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม รายงานการวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดแล้วว่าหลักสูตรการศึกษาที่เน้นส่งเสริมการรักนวลสงวนตัวจนกว่าจะแต่งงานระหว่างชายหญิงเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นหลักสูตรที่ไม่มีประสิทธิภาพ

การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งล่าสุดได้ศึกษาหลักฐานที่สนับสนุนทั้งหลักสูตรการละเว้นเพศสัมพันธ์อย่างเดียวและหลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้านที่ออกแบบเพื่อเน้นการละเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ พบว่า หลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้านส่วนใหญ่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการชะลอการมีเพศสัมพันธ์ให้ช้าลง ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันอื่นๆ เช่นการใช้ถุงยางอนามัย แต่ไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรการละเว้นเพศสัมพันธ์อย่างเดียวมีประสิทธิภาพในการชะลอการเริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์

หน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐฯ ได้แก่ วิทยาลัยสูตินรีเวชศาสตร์แห่งอเมริกา สมาคมการแพทย์และสุขภาพวัยรุ่น สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา สมาคมการแพทย์อเมริกัน สมาคมสาธารณสุขอเมริกัน สมาคมการศึกษาแห่งชาติ และสมาคมกรรมการสถานศึกษาแห่งชาติ ล้วนคัดค้านหลักสูตรการศึกษาที่เน้นสอนให้ละเว้นเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว และรับรองหลักสูตรเพศวิถีศึกษารอบด้านที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการละเว้นเพศสัมพันธ์และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้านการคุมกำเนิด เพศวิถีของมนุษย์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ข้อเสนอแนะสำหรับกุมารแพทย์ 

  • การศึกษาเรื่องเพศวิถีที่กุมารแพทย์เป็นผู้จัดให้นั้นสามารถเป็นส่วนเติมเต็มให้เด็กนักเรียนที่ได้รับความรู้เรื่องนี้จากโรงเรียนหรือที่บ้าน
  • การพูดคุยเรื่องสัมพันธภาพที่ดีต่อสุขภาพและความรุนแรงในคู่รักนั้นสามารถนำไปรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการออกตรวจสุขภาพประจำปีตามสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในช่วงเตรียมความพร้อมสำหรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับกุมารแพทย์ที่จะพูดคุยถึงประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น ผลกระทบจากการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา และยาเสพติดอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกบพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยและมีความยินยอมพร้อมใจ
  • สถานการณ์ครอบครัวในบริบทที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นคู่สมรสเพศเดียวกัน หรือ เด็กที่ระบุว่าตนเป็นเลสเบี้ยน เกย์ คนรักสองเพศ คนข้ามเพศ หรือที่กำลังตั้งคำถามในเพศของตน เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความต้องการคำแนะนำที่แตกต่างออกไปในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ
  • องค์ประกอบที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงของหลักสูตรเพศวิถีศึกษาที่จัดโดยโรงเรียน สถาบันทางศาสนา สมาคมผู้ปกครอง และหน่วยงานชุมชนอื่นๆ นั้นย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ กุมารแพทย์สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งทรัพยากรของหน่วยงานเหล่านั้นได้อย่างดียิ่ง

 

เรียบเรียงจาก Talking about sex: AAP recommends evidence-based education, with pediatricians’ help

print

Leave a Reply