CprAfytWYAI84kD
สภาเยาวชนนานาชาติ เป็นพื้นที่ของเยาวชนที่อายุระหว่าง 16 -28 ปี ที่มีความมุ่งมั่นอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ได้มาพูดคุยหารือ รวมทั้งหาหนทางในการทำให้เกิดขึ้นจริง

เรื่องท้าทายนับตั้งแต่โลกร้อนไปจนถึงการยุติความอดอยาก ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือโดยเยาวชนกว่าพันคนทั่วโลกที่มารวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติในกรุงนิวยอร์กในโอกาสวันเยาวชนนานาชาติ

การรวมตัวกันครั้งนี้ เกิดขึ้นในนามสภาเยาวชนนานาชาติ ซึ่งมีการจัดประชุมเป็นประจำทุกปี โดยมีแกนนำเยาวชนจากทั่วโลกมาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สำหรับปีนี้ เวทีสภาเยาวชนนานาชาติที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 10 -12 สิงหาคม ที่สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ก เป็นการทบทวนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ โดยในการประชุม ผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการในเรื่องทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานเพื่อแสดงจุดยืน ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งกระตุ้นให้แต่ละคนนำเสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ๆ ให้กลายเป็นจริง

เนื่องจากเยาวชนทั้งหมดเป็นตัวแทนที่มาจากโรงเรียนหรือเพิ่งจบการศึกษา เมื่อมีการทบทวนถึงเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งหมด  เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในเวทีนี้ โดยการถกเถียงมุ่งเป้าไปที่การเชื่อมโยงระบบการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานโลก

“ทุกปี โลกใช้งบประมาณไปถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์กับเรื่องการศึกษา…แล้วโลกได้อะไรคืนมาบ้าง” โมนา เมอร์เชด ผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการบนเวที และเป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษาโลกให้กับแมคคินซีย์แอนด์คอมปะนี (McKinsey & Company) บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารชั้นนำของโลกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในเรื่องการศึกษาของโลก

ขณะที่เคลลี่ เวลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาแห่งมูลนิธิ  General Electric (GE Foundation) ในรัฐคอนเนกติกัต สหรัฐฯ พูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าการศึกษาไม่สามารถรับใช้กลุ่มใดได้เลย

“สิ่งที่เราเห็นกลับกลายเป็นว่าเมื่อจบการศึกษาขั้นที่สูงกว่าระดับมัธยม นักเรียนต่างก็ประสบกับปัญหาในการหางานทำตามสายอาชีพ เราเผชิญปัญหาการขาดแรงงานที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้จ้างงานที่กำลังเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่ตลาดต้องการคือการได้คนที่มีทักษะที่จำเป็นขั้นพื้นฐานก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน”

เวลส์ย้ำว่าการมีใบปริญญานั้นดีมาก “แต่ต้องมีคู่ไปด้วยกันกับความรู้ว่าการทำงานแบบเป็นทีมนั้นทำอย่างไร ต้องมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของการทำงาน เข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองและรู้ว่าทุกสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรกับอาชีพที่ทำด้วย”

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่พบเห็นได้ทั่วไปคือการเข้าถึงการศึกษาและคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้ตัวแทนจากเอธิโอเปียยกขึ้นมาพูดคุยโดยกล่าวถึงการที่ผู้นำในประเทศของเขาต้องการขยายจำนวนโรงเรียนมากกว่าที่จะปรับปรุงคุณภาพของระบบการศึกษาที่ย่ำแย่อยู่ในตอนนี้

ดีโน โคเรลล์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เห็นแย้งในเรื่องนี้ว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษานั้นหากทำแบบรวดเร็วจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนั่นหมายความว่าจำนวนของเด็กที่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนจะมีน้อยลง “นี่เป็นเรื่องของการสร้างความเท่าเทียมและทั่วถึง เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ ซึ่งแปลว่าต้องรวมเด็กที่อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังสุดด้วย”

หลังจากได้เรียนรู้และทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสภาพการณ์ของระบบการศึกษาทั่วโลกจากเหล่าผู้ค้นคิดนวตกรรมในสาขาต่างๆ ตัวแทนทั้งหมดก็มาร่วมกันแบ่งปันความเชี่ยวชาญของตนที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาในช่วงของการใคร่ครวญตรึกตรอง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นกลุ่ม พร้อมทั้งให้ข้อเสนอต่อการยกระดับการศึกษาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องบรรลุเป้าในปี 2030

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงของการแลกเปลี่ยนช่วงนี้คือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเกิดความเสมอภาคทางการศึกษา หนึ่งในตัวแทนเยาวชนเสนอว่า ต้องสร้างมาตรฐานระดับชาติเพื่อวัดความน่าเชื่อถือของโรงเรียนมากกว่าจะวัดจากคะแนนสอบของแต่ละคน  “คือดูว่ามีการสนับสนุนอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในโรงเรียน และโรงเรียนแต่ละแห่งจัดการศึกษาให้นักเรียนได้ถึงระดับไหน ซึ่งตรงข้ามกับทุกวันนี้ที่ดูว่านักเรียนแต่ละชั้นมีความสามารถขนาดไหน”

สำหรับคำถามที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุกคนได้เข้าถึงการศึกษา มีข้อเสนอจากตัวแทนว่าควรให้ความสำคัญกับการศึกษาเฉพาะกลุ่มด้วย  “เราต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าโรงเรียนมีทรัพยากรที่สนับสนุนให้คนพิการได้รับการศึกษาด้วย พวกเขาก็เป็นหนึ่งกลุ่มที่ต้องถูกนับว่าเป็นประชากรทั่วไปเช่นกัน”  ส่วนอีกคนเสนอว่าต้องจัดการศึกษาแบบข้ามวัฒนธรรมรวมเข้าไว้ด้วย เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความเป็นสากล เพิ่มการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน และให้ชุมชนในแต่ละพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ตนเองด้วย

แนวคิดต่างๆ ที่นำเสนอเพื่อใช้เป็นการหาทางออกให้กับการยกระดับการศึกษาเหล่านี้จะถูกนำไปใส่ไว้ในเอกสารทางการที่ออกโดยสภาเยาวชนนานาชาติ

“เราต้องการสร้างสิ่งที่จะใช้นำเสนอแก่ผู้ที่รับผิดชอบให้เกิดความน่าเชื่อถือและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ที่ท้าทายต่อการจัดการศึกษา” มารวาน บิชตาวี เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยประสานงานของกลุ่มผลักดันนโยบายบอกถึงความตั้งใจในการจัดทำข้อเสนอนี้  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้นำเยาวชนว่าจะสร้างอะไรต่อจากสิ่งที่ได้นำเสนอผ่านการทำงานกับนักการเมือง กับหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานภายนอก เหล่าผู้แทนเยาวชนต่างหวังว่าหลังจบการประชุมสามวันนี้ ทุกคนจะเกิดความรู้สึกร่วมกันถึงพลังที่จะส่งต่อถึงกันละนำไปผลักดันให้เกิดการทบทวนในเรื่องการศึกษาขึ้นในประเทศของตน

 “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่พวกเราตระหนักว่าเสียงของพวกเรานั้นสำคัญขนาดไหนและเราสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง”

 

เรียบเรียงจาก ‘Our Voices Matter:’ Youth From 50 Countries Gather at United Nations to Tackle Access to Quality Schools

print

Leave a Reply