นาธาน แมคแกรธ เริ่มสนใจในเรื่องเซ็กส์แบบเดียวกับที่วัยรุ่นคนอื่นๆ และคนที่เริ่มโตเป็นหนุ่มทำกันคือ ผ่านสื่อโป๊ ความสนใจในเพศตรงข้ามทำให้เขาอยากมีคู่ของตัวเอง และเขาก็เริ่มต้นใช้วิธีการนัดสาวๆ ผ่านทางเวบไซต์หาคู่และสื่อโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่ครอบครัวของนาธานกังวลก็คือ บทสนทนาที่นาธานใช้ซึ่งควรจะอยู่ในช่องทางส่วนตัวนั้นกลับไปปรากฏอยู่บนเฟสบุคของเขา ทำให้เกิดปฏิกริยาที่ไม่พอใจจากผู้หญิงผ่านทางออนไลน์ เนื่องจากนาธานเป็นวัยรุ่นที่มีความพิการทางสมอง จึงยากสำหรับเขาที่จะเข้าใจในเรื่องสิทธิการแสดงออกเมื่อเวลาที่เขารู้สึกมีความสนใจหรือถูกดึงดูดด้วยอารมณ์ทางเพศ สิ่งที่นาธานแสดงออกมาสะท้อนให้เห็นช่องว่างทางความรู้ที่มีความสำคัญอย่างมากในสังคมว่าเราจะให้การศึกษาในเรื่องเพศศึกษาแก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองอย่างไร โดยเฉพาะในหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องซับซ้อนเช่นเรื่องเซ็กส์

ที่ผ่านมา นาธานโตมาโดยไม่ได้รับความรู้ในเรื่องเพศศึกษามากเท่าไหร่ แม้พ่อของเขา เดนนิสจะเคยพาเขาไปเข้าชั้นเรียนในเรื่องนี้ แต่ครูผู้สอนกลับใช้วิธีการสอนที่เป็นนามธรรมมากกว่า “มีผู้ชายหนุ่มเดินออกมาพร้อมกับกระดานดำแผ่นใหญ่ แล้วเขาก็เขียนตัว V ตัวเบ้อเร้อ แล้วบอกว่านี้คืออวัยวะของผู้หญิง จากนั้นเขาก็เขียนตัว P แล้วใส่ลูกศรให้ชี้เข้าหากัน เท่านั้นเอง” เดนนิส เล่าถึงวิธีการสอนของครูในห้อง

“วิธีที่เขาสอนมันไม่ทำให้ใครคิดอะไรออกเลย ยิ่งกับนาธานซึ่งเป็นคนที่พิการทางสมอง  ฉะนั้นคุณจะพาเขาเข้าร่วมเวทีแล้วปล่อยให้พูดเรื่องนี้โดยใช้กริยาอาการที่โจ่งแจ้งเลยไม่ได้” โชคดีที่น้องคนเล็กของนาธานซึ่งเป็นครูดูแลเด็กที่มีความบกพร่อง จึงมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถรับรู้และแสดงออกในเรื่องเพศได้

“ต้องเริ่มต้นสอนให้เร็วที่สุด” จาร์รอดอธิบายให้ฟังว่าทุกปีมีการจัดกลุ่มสอนเรื่องความปลอดภัย โดยถือเป็นวิชาหลักวิชาหนึ่งในหลักสูตรแต่ละภาคเรียน “คือการทำให้เข้าใจถึงเรื่องของการยินยอมพร้อมใจ โดยนำเรื่องนี้ไปใส่ไว้ในบริบทต่างๆ และทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นปีๆ” นอกจากการสอนให้เข้าใจเรื่องการยินยอมพร้อมใจแล้ว จาร์รอดยังสอนให้เด็กรู้จักความเป็นส่วนตัวในการแสดงออกทางร่างกายในที่สาธารณะ ซึ่งเขาบอกว่าเรื่องนี้สำคัญมากๆ โดยเฉพาะกับคนที่มีความพิการทางสมองซึ่งต้องการการดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

“พวกเขาต้องการความเข้าใจถึงระดับของการแสดงออกในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว และความหมายของการยินยอมพร้อมใจในเวลาที่มีคนมาดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางอย่างมากที่จะถูกละเมิดเมื่อไปอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง” จาร์รอดบอกว่าการช่วยให้นาธานรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อต้องการแสดงความรู้สึกออกมาต่อหน้าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือเกี่ยวกับเซ็กส์ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ

ในทางกลับกัน จาร์รอดเองก็ได้ฝึกตัวเองให้เปิดกว้างมากขึ้นจากการมีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยเฉพาะความสำคัญของการคุมกำเนิด เพื่อช่วยให้นาธานได้เข้าใจและมีพฤติกรรมทางเพศในแบบปกติ

ลิซา ดอร์ ซึ่งเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างสัมพันธภาพโดยเธอทำงานกับผู้ที่มีความพิการ ก็มองเห็นช่องว่างนี้ในเรื่องการสอนเพศศึกษา จึงเริ่มต้นใช้การประชุมแบบปฏิบัติการกับลูกค้าของเธอโดยจัดเป็นห้องเรียน “เป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ ที่ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจเรื่องพวกนี้โดยใช้เรื่องง่ายๆ เพื่อให้เขาแยกออกว่าอะไรคือเซ็กส์ที่ดี แบบไหนที่ไม่ดี และแบบไหนเรียกว่าถูกกฎหมาย พ่อแม่บางคนก็ดีนะคะ หัวก้าวหน้ามากในเรื่องนี้ ซึ่งเวลาเจอพ่อแม่แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องวิเศษมาก แต่ก็ยังมีอีกมากที่จะมาขอคำปรึกษาเมื่อพบแล้วว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น”

แมรี แมคมาฮอน ซึ่งถือข้าง “หัวก้าวหน้า” มีลูกชายซึ่งเป็นหนึ่งในคนไข้ของดอร์ และลูกระบุตัวเองว่าเป็นเกย์ พูดถึงเรื่องนี้ว่า “เราเป็นครอบครัวที่เปิดเผย และลูกก็รู้สึกว่าสามารถพูดคุยเรื่องเซ็กส์กับเราได้”การได้เรียนกับดอร์ยิ่งช่วยได้มาก นอกจากนั้น ในฐานะแม่ เธอยังช่วยให้ลูกชายของเธอ คาริธา เข้าใจถึงความจริงเกี่ยวกับเรื่องภาพโป๊และการจัดการกับความคาดหวังในเรื่อง “ขนาดของสิ่งต่างๆ ที่ใช้ในหนัง” และเธอเองก็เห็นด้วยว่ายังมีช่องว่างอยู่ในเรื่องของการเรียนการสอนเกี่ยวกับเพศศึกษาสำหรับที่มีความพิการหรือบกพร่อง

“ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะครูเห็นว่ามีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญกว่าที่ต้องสอนก่อน ฉันว่ามีคนอีกมากที่นึกว่าคนพิการไม่มีแรงกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศ โดยเฉพาะคนที่พิการทางสมอง ก็เลยไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้”

ดร. เคอรรี่ แอร์โรว์ จิตแพทย์ประจำคลินิกเด็กโดยเฉพาะเด็กที่มีความพิการบอกว่าเธอเองก็เห็นวิธีคิดที่คล้ายกันในการทำงานของเธอ “แม้ว่าในประเทศออสเตรเลีย นักเรียนทุกคนจะต้องได้เรียนเพศศึกษาตามกฎหมาย แต่ความจริงก็คือ นักเรียนที่พิการหรือบกพร่องโดยเฉพาะด้านสมองกลับไม่ได้รับข้อมูลเรื่องพวกนี้ ฉันว่าเป็นเพราะคนส่วนหนึ่งยังมองว่าคนพิการนั้นเป็นพวกไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือไม่ก็เป็นพวกมีความรู้สึกเยอะมากจนควบคุมไม่ได้  “ความจริง มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งเราให้การศึกษาในเรื่องเพศแก่คนมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งมีสุขภาพที่ดี มีสัมพันธภาพที่ดีและสืบพันธุ์ได้อย่างมีคุณภาพ

ดร. เคอรรี่พูดถึงคนไข้บางคนโดยบอกว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะให้พวกเขายอมรับว่าลูกที่พิการของเขามีชีวิตทางเพศเช่นกัน  “เพราะพ่อแม่บางคนยังมีความเชื่อในเรื่องลูกยังเป็นเด็กตลอดกาล พวกเขาจึงรับไม่ได้ที่จะเห็นว่าลูกที่พิการนั้นมีความรู้สึกทางเพศ เพราะนั่นแปลว่าเรื่องยุ่งยากที่น่ากลัวจะตามมา แน่นอนว่าการให้ความรู้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราสอนแบบต่อเนื่อง สอนเป็นรายบุคคล และสอนให้เป็นรูปธรรมากที่สุด ก็จะช่วยพวกเขาได้

Untitled

Untitled 2

โดยสมาคมวางแผนครอบครัววิคตอเรียน ในออสเตรเลีย ให้คำแนะนำแก่พ่อแม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสอนลูกที่มีความบกพร่องว่าต้องย้ำบ่อยๆ ให้ตัวอย่างง่ายๆ และค่อยๆ เพิ่มเรื่องทีละนิดตามอายุของลูก   ในการพูดคุยกับลูก พ่อแม่ต้องพูดโดยคิดถึงเรื่องต่อไปนี้

  • พูดคุยโดยทำให้เป็นเรื่องสนุก เบาๆ
  • พยายามให้ข้อมูลแบบที่ลูกจะเข้าใจได้ง่ายที่สุดเมื่อเห็นตัวละครชายหญิงในหนังหรือในละครแสดงอาการกอด จูบกัน แล้วลูกถามขึ้นมา
  • ช่วยให้ลูกแยกความแตกต่างของอวัยวะที่แสดงเพศชายและเพศหญิง โดยใช้ตุ๊กตา
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางสมองจะมีปัญหาในการคิดเชิงนามธรรม ดังนั้น พ่อแม่ควรมีสื่อการเรียนรู้ที่เป็นภาพ  เช่น หนังสือ แผ่นดีวีดี ตุ๊กตา รวมทั้งหุ่นจำลองอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจได้
  • หาเวลาอ่านเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเซ็กส์โดยเลือกให้เหมาะสมกับวัย และอ่านให้ลูกฟังพร้อมกัน โดยขอคำแนะนำจากสมาคม มูลนิธิที่ทำงานด้านผู้พิการหรือผู้บกพร่อง ให้ช่วยเลือกหนังสือให้
  • ใช้การแสดงบทบาทสมมติมาช่วยในการทำให้ลูกเรียนรู้ทักษะการยืนยัน การปฏิเสธ เช่น สร้างสถานการณ์เพื่อให้ลูกฝึกพูดว่า “ไม่” ในสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งการฝึกให้ลูกรู้ความแตกต่างของการแสดงออกทางความรู้สึกในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว
  • สาธิตให้ลูกรู้โดยใช้ตุ๊กตาเพื่อสอนลูกให้รู้ว่าเด็กเกิดมาจากไหน รวมทั้งพาลูกเข้าห้องน้ำและแสดงให้ลูกดูวิธีเปลี่ยนกางเกงชั้นใน ใส่ผ้าอนามัย เป็นต้น
  • จำเป็นอย่างมากที่ต้องคุยกับลูก ให้เข้าใจถึงเรื่องการช่วยตัวเอง เพราะนี่คือวิธีที่ช่วยให้ลูกปลอดภัยและยังทำให้ลูกได้สำรวจความรู้สึกตนเองในเรื่องเพศ และต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องทำอย่งไรในที่ส่วนตัว
  • ชื่นชมลูก และสร้างแรงจูงใจเมื่อลูกแสดงออกว่าเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่สอน หรือเมื่อลูกสามารถประพฤติตนได้ถูกต้อง
  • หากพ่อแม่ตอบคำถามลูกไม่ได้ ให้พูดไปตรงๆ และลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากทั้งผู้เชี่ยวชาญหรือทางอินเตอร์เน็ต เพื่อนำมาตอบลูก
  • เป็นเรื่องธรรมดามากที่พ่อแม่จะรู้สึกอึดอัด อายที่จะสอนลูกเรื่องพวกนี้ ที่คุณควรทำคือ ขอให้ซื่อสัตย์ต่อลูกในการสอน
  • ไม่มีทางลัด ไม่มีวิธีเดียวที่ถูกต้องในการพูดคุยสอนลูกเรื่องเพศ เพราะเรื่องนี้เป็นกระบวนการ มีขั้นตอน มีขึ้นมีลง เพราะฉะนั้นอย่าท้อ อย่าหมดกำลังใจ อย่าหงุดหงิดหากใช้วิธีที่แนะนำแล้วไม่ได้ผล ปล่อยมันไป และลองหาวิธีใหม่ๆ
  • เช่นเดียวกัน บางวิธีอาจจะเหมาะกับพ่อแม่คนอื่น แต่ใช้ไม่ได้ผลสำหรับคุณ ที่สำคัญคือ คุณต้องไม่หยุดที่จะลองวิธีใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ
  • หากลูกของคุณมีปัญหาในการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นนามธรรม ลองพยายามทำให้เป็นเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ หลายๆ เรื่องๆ อย่าสอนทีเดียว เรื่องเดียว ใช้คำพูดง่ายๆ ที่เข้าใจชัดเจน เป็นรูปธรรม
print

Leave a Reply