“พลังเสียงบริสุทธิ์ของเด็กและเยาวชนนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่ (Young Activist) บนความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ชีวิต นำเสนอทางเลือกใหม่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในการขับเคลื่อนสังคมอุดมคติ”

ในการพัฒนาประเทศทุกด้านที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจากกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นพลังสำคัญยังถูกละเลยจากผู้ใหญ่ที่ทำงานในระดับตัดสินใจและปฏิบัติงาน แม้มีความพยายามที่จะฟัง “เสียงเยาวชน” ในเวทีต่างๆ ที่ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศไทย แต่เสียงของพวกเขายังแผ่วเบาและขาดการรับฟังอย่างตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ โครงการพลังเยาวชนเพื่อสุขภาวะทางเพศ (3C4Teen) ภายใต้มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินงานโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประเทศไทย (UNFPA Thailand) จึงได้ริเริ่มจัดเวทีสิทธิเยาวชน ครั้งที่ 1 เรื่อง “การมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมของเยาวชนนักกิจกรรม” จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเพื่อให้เยาวชนที่ต้องการร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้รวมพลังสะท้อนเสียงของตนออกให้ดังก้อง โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2558 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร

เยาวชนจาก 17 กลุ่ม รวม 70 คน จากทั่วประเทศ ที่ทำงานใน 6 ประเด็น ได้แก่ การศึกษา การสร้างการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน  การเมืองและสิทธิมนุษยชน เด็กนอกระบบโรงเรียน  สิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน และบทบาทและความเท่าเทียมทางเพศสภาพ  มารวมพลังกัน เพื่อ “เหลียวหลัง” ทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาจากการดำเนินกิจกรรมในชุมชนของตนเอง และ “แลหน้า” เพื่อปูเส้นทางที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง โดยทั้ง 6 ประเด็น มีข้อเสนอ ดังนี้

การศึกษา

เยาวชนต้องการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน บุคลากรทางการศึกษา และกลุ่มองค์กรที่มีความหลากหลายด้านการจัดการศึกษา ทั้งในด้านแนวคิด รูปแบบ และกระบวนการทำงาน ในการออกแบบการศึกษา เพื่อให้ หลักสูตรเปิดกว้าง เหมาะสมกับผู้เรียนตามความถนัด มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รู้จักตนเอง มองเห็นคุณค่าสอดคล้องกับบริบทพื้นที่นำมาซึ่งค่านิยมใหม่ๆ ด้านการศึกษา

 สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย

  • ต้องการเห็นเมืองที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนและสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
  • ต้องการให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิเสรีภาพในการทำงาน ทั้งในส่วนของการวางนโยบายและแนวทางปฏิบัติ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับจังหวัดและในระดับประเทศ โดยที่ให้สภาเด็กและเยาวชนเป็นตัวกลางระหว่างหน่วยงานรัฐกับเด็กและเยาวชน
  • ต้องการศูนย์ประสานงานเด็กและเยาวชนในทุกจังหวัด
  • จัดสวัสดิการให้สภาเด็กและเยาวชน เช่น ประกันชีวิต
  • จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้กับสภาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

การเมืองและสิทธิมนุษยชน

  • กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
  • สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกระบบองคมนตรี และมาตรา 112
  • ให้จังหวัดจัดการตนเอง ลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ประชาชนกำหนดสิทธิทางการเมืองของตนเองได้
  • กระบวนการยุติธรรม ไม่ควรใช้ศาลทหารกับพลเรือน
  • กำหนดหลักสูตรสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในโรงเรียน
  • องค์กรอิสระที่มาทำงานต้องยึดโยงประชาชน

สิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน

  • จังหวัด/อปท มีอำนาจในการจัดการสิ่งแวดล้อมและชุมชน
  • ผู้ว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง
  • บรรจุการศึกษาต้องมีหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง
  • รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง รอบด้านตรวจสอบได้
  • รัฐต้องมีการพัฒนาทั้งด้านสังคมควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจและรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น

คุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบโรงเรียน

  • เปิดเวทีสร้างสรรค์ให้กับเด็ก สร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยศักยภาพของตัวเอง
  • พัฒนาระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนจนกับคนรวย

ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางเพศ

  • ให้โอกาสทางการศึกษาและการทำงานแก่กลุ่มคนที่ท้องไม่พร้อมได้เรียนหนังสือในโรงเรียน โดยไม่ถูกบบีบให้ออกกลางคัน
  • กระทรวงศึกษาธิการนำหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านนำไปใช้เป็นหลักสูตรการศึกษา
  • สนับสนุนให้แต่ละสถานศึกษามีศูนย์เพื่อนใจเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องเพศกับเยาวชนในสถานศึกษา
  • สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนให้เท่าทันสื่อ
  • บัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกกลุ่มเป้าหมายในการทำงานด้านเพศใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดการตีตรา ซ้ำเติม กลุ่มเป้าหมาย โดยการสร้างวาระในการบัญญัติศัพท์ใหม่และรณรงค์เพื่อเปลี่ยนคำเรียกขาน

 

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม

print

Leave a Reply