โรงเรียนวัดลาดพร้าว  เขตลาดพร้าว  กรุงเทพมหานคร  หนึ่งในโรงเรียนต้นแบบเรื่องการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษา  และการแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดในโรงเรียน  ซึ่งกว่าที่โรงเรียนจะทำเรื่องนี้สำเร็จได้ค่อนข้างใช้เวลานานและต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหาร  คณะครู  นักเรียน  ผู้ปกครอง  และองค์กรภายนอกมาเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

DSC_0120 (1)
“ถ้าถามว่าทำไมกิจกรรมยังคงอยู่มาได้ถึง  10  ปี  เป็นเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว เด็กเรียนรู้และนำไปใช้ได้จริง  โรงเรียนและเด็ก  เราต่างเห็นความสำคัญ”  อาจารย์สมฤดี ปิ่นแก้ว  หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการเสริมสร้างทักษะชีวิต โรงเรียนวัดลาดพร้าว

 

อาจารย์สมฤดี ปิ่นแก้ว  หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการเสริมสร้างทักษะชีวิต  เล่าว่าในปี  2548  โรงเรียนได้ส่งตัวแทนครูและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อนใจวัยทีน  จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี  ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ*   เพราะช่วงนั้นโรงเรียนมีปัญหาเรื่องเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันเนื่องจากมีแฟน  ท้องในวัยเรียน  และยาเสพติดจำนวนมาก   ในกิจกรรมมีการจัดอบรมนักเรียนแกนนำ มีการให้ความรู้เรื่องเพศที่ถูกต้อง  ตลอดจนการทำกิจกรรมหรือการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องเพศในโรงเรียนด้วย

หลังจากเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนแกนนำจะกลับมาทำกิจกรรม  “พี่สอนน้อง”  ที่โรงเรียน  ซึ่งจะมีพี่เลี้ยงจากทางสมาคมมาเป็นที่ปรึกษา  และสนับสนุนงบประมาณ  มีการทำมุมให้ความรู้  ข้อมูล  ข่าวสารเรื่องเพศสำหรับนักเรียนในโรงเรียน  นอกจากนั้น นักเรียนแกนนำที่ไปอบรมรมมาก็นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ในโรงเรียน  ชวนกันจัดกิจกรรม  “มุมเพื่อนใจวัยทีน”   โรงเรียนจึงเห็นว่าเด็กนักเรียนให้ความสนใจและตอบรับค่อนข้างดี

เมื่อทำมาระยะหนึ่ง โรงเรียนมีแนวคิดสานต่อกิจกรรมที่ทำอยู่  เพราะเห็นความสำคัญว่าเด็กควรจะต้องเรียนรู้จากเด็กด้วยกันเอง โรงเรียนจึงเริ่มจากการอบรมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนชั้น ม.1 – ม.3  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจะเป็นนักเรียนแกนนำ  พร้อมกับสอดแทรกประเด็นเรื่องเอดส์  เพศ  และยาเสพติด  เมื่อเด็กผ่านช่วงกิจกรรมไป  1  ปี  เด็กจะได้เข้าร่วมกิจกรรม  “ค่ายนี้มีรัก”  มีรุ่นพี่แกนนำเป็นวิทยากรพี่เลี้ยงร่วมกับพี่เลี้ยงทางสมาคมฯ

ภายหลังผ่านการอบรมนักเรียนแกนนำ  2  ปี  รุ่นพี่แกนนำก็จะชวนเพื่อน ชวนน้องมาทำกิจกรรม  เพื่อฝึกทักษะให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมอบรม โดยครูจะไม่ได้เป็นคนเลือกกิจกรรมให้เด็ก    แต่ให้เด็กคัดเลือกด้วยตัวเอง  ในการทำกิจกรรม เด็กต่างชั้นเรียนจะจับคู่ไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างพี่กับน้อง

โรงเรียนนำหลักสูตร  โลกหมุนได้ด้วยตัวฉัน (The World Starts  With Me : WSWW)  จากสมาคมฯ  มาปรับใช้ในโรงเรียนโดยแบ่งเป็นหลักสูตรชั้น ม.1-ม.3 มีการเรียนการสอนทั้งหมด  14  บทเรียน  ช่วง  1  ปีแรกที่นำมาสอนเด็ก พบว่าระยะเวลาไม่พอจึงมีการปรับเป็นระดับชั้น  โดย  ม.1-ม.2  เรียนเรื่องการรู้จักตัวเอง  เข้าใจตัวเอง  เรียนรู้และเข้าใจเรื่องเพศ  เพศสัมพันธ์การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ขณะที่ ม.3 เรียนเรื่องการวางแผนชีวิตในอนาคต  การวางเป้าหมาย  และเรื่องการศึกษาต่อ  ทำให้โรงเรียนเห็นถึงผลของความต่อเนื่องจากการที่เด็กมีความรู้พร้อมกับสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เอง

ไม่เพียงแค่ทำกิจกรรมในโรงเรียนเท่านั้น  แต่ยังมีการขยายไปยังโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครในเขตลาดพร้าว ทั้งหมด  6  แห่ง  ภายใต้โครงการ  “พี่ช่วยน้องป้องกันยาเสพติดและโรคเอดส์”   โดยนำนักเรียนแกนนำไปทำกิจกรรม  มีครูเป็นพี่เลี้ยงเรื่องการประสานงาน  ตัวกิจกรรมที่ทำได้มาจากการอบรมที่สืบทอดความรู้ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องในโรงเรียน  และชุดความรู้ที่ได้จากทางสมาคม  ในการทำกิจกรรมจะทำโดยเด็กนักเรียนแกนนำทั้งหมด  ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนภาคภูมิใจที่เด็กทำกิจกรรมนี้ได้ แต่ก่อนที่จะประสบความสำเร็จได้ ทางโรงเรียนเองต้องมีการเตรียมความพร้อม  ทั้งการให้ความรู้  การสร้างประสบการณ์ให้กับตัวนักเรียนที่เป็นแกนนำ  ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก

 

DSC_0105

DSC_0125

DSC_0128 (1)

จากการทำกิจกรรมในช่วง  10  ปี  พบว่า  เด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันที่มีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์  และยาเสพติดมีจำนวนลดลง  เด็กบางคนสามารถเอาตัวรอดด้วยตัวเองได้  พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  เมื่อเด็กมีปัญหา ครูจะะรู้ทันที  เพราะในโรงเรียนมีครู และเด็กๆ ที่คอยดูแลระหว่างกัน  เหนือสิ่งอื่นใด ในยามที่เด็กเจอปัญหา โรงเรียนจะเชื่อมประสานให้เกิดการพูดคุยระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง

ครูสมฤดี  มองว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหนุนเสริมให้การทำกิจกรรมในเรื่องเพศ  ยาเสพติดหรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นประสบความสำเร็จนั้น  คนทำงานต้องเรียนรู้และเข้าใจว่า

“การทำงานแบบนี้เราไม่สามารถช่วยเด็กคนเดียวได้  จำเป็นต้องมีทีมนักเรียน  ครูในโรงเรียน  ผู้บริหารรวมไปถึงเครือข่ายทางสังคมที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงาน  คนทำงานเองต้องเปิดใจ  และพร้อมที่จะพัฒนาองค์ความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ขณะเดียวกัน โรงเรียนจำเป็นต้องให้ความรู้กับเด็กในเรื่องเหล่านี้ด้วย”

 

*โครงการจัดตั้งเครือข่ายแกนนำเยาวชนให้สร้างความรู้ในคุณค่าของตัวเองเพื่อนำไปสู่การลดความรุนแรงในโรงเรียน กรุงเทพฯ  โครงการพลังกลุ่มเสริมสร้างความเข้มแข็งให้คุณแม่วัยรุ่น และโครงการอบรมพัฒนาทักษะและศักยภาพรอบด้านให้กับแกนนำเยาวชนในโรงเรียน โดย สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี เป็น 3 ใน 17 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNFPA Thailand

print

Leave a Reply