#lovedoesnt แคมเปญรณรงค์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ชวนวัยรุ่นสร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่ารัก
lovedoesnt.jpg

การใช้ความรุนแรงในผู้หญิง ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบ ทั้งที่  1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลกต่างประสบกับการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย วาจา หรือการถูกข่มขืนจากคู่รัก ในประเทศไทย ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถิติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยมีเด็กและสตรีที่ถูกทำร้ายจำนวนถึง 87 รายต่อวันใน ปี 2556 หรือเฉลี่ย 4 รายต่อหนึ่งชั่วโมง

และเมื่อสำรวจสถานการณ์การใช้ความรุนแรงในคู่รักวัยรุ่น ก็พบว่าเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน โดยแต่ละปี วัยรุ่นอเมริกันเกือบ 1.5 ล้านคนที่เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีประสบการณ์จากการถูกคู่รักทำร้าย  และ 1 ใน 10 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในอเมริกาเคยประสบกับการถูกทำร้ายด้วยการตบ ทุบ ตีโดยตั้งใจจากคู่รักของตน   ในประเทศไทย  ผู้กระทำความรุนแรงในเด็กมากที่สุด คือ แฟน เพื่อน และคนในครอบครัว ขณะที่ผู้กระทำความรุนแรงในสตรีมากที่สุด ได้แก่ สามี แฟน และคนในครอบครัว

ผู้หญิงที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านสุขภาพมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึงสองเท่าจากการทำแท้ง ภาวะซึมเศร้า รวมไปถึงการได้รับเชื้อเอชไอวี แต่เมื่อดูสถิติของผู้ที่กล้าเปิดเผยหรือแจ้งความ พบข้อมูลจาก 30 ประเทศว่า 7 ใน 10 คนไม่ขอความช่วยเหลือเมื่อถูกทำร้ายเพราะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงระหว่างคู่รักไม่ใช่ปัญหา (UNICEF ปี 2557) ส่วนสหรัฐฯ มีเพียง 33% ของวัยรุ่นอเมริกันที่บอกให้คนอื่นรู้ว่าตนเองถูกทำร้าย ส่วนในประเทศไทย จากผลสำรวจของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่ามีเพียง  3 ใน 10 คน ของผู้ที่เผชิญความรุนแรงจากคู่รักที่กล้าขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 (ร้อยละ 29)

ผลจากการที่สังคมยังยอมรับในเรื่องการใช้ความรุนแรงระหว่างคู่ โดยยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องภายในครอบครัว ทำให้หน่วยงานไม่แสวงกำไรที่ทำหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพในระดับชุมชนด้วยการทำงานเชิงป้องกันชื่อว่า The Licking County Prevention Partnership ซึ่งอยู่ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา จัดทำแคมเปญรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย เชิญชวนให้วัยรุ่นและผู้ปกครองถ่ายรูปตนเองคู่กับป้ายข้อความที่ติดแฮชแท็กว่า #lovedosnt  เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและให้นิยามความหมายใหม่กับความรักว่า เมื่อรักแล้วต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็นด้านลบอย่างไรบ้าง เช่น #lovedosnt judge (ความรักไม่ใช่การตัดสิน)  #lovedosnt give up  (ความรักไม่ใช่การตามใจ) #lovedosnt hold grudges (ความรักไม่ใช่การกีดกัน)  เป็นต้น

คริสต้า พรูอิท ผู้จัดการโครงการขยายความถึงการทำแคมเปญนี้ว่า เนื่องจากยังมีวัยรุ่นอีกมากที่ยอมรับการล่วงละเมิดสิทธิจากคู้รัก เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงออกถึงรักแท้ และความรุนแรงในคู่รักนั้นไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายกันอย่างเดียว ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องการให้วัยรุ่นและผู้ปกครองได้นิยามความรักที่ถือเป็นการทำร้ายกันว่าเป็นอย่างไร โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 และจะสิ้นสุดการรณรงค์ในสิ้นเดือนมกราคม 2559

เราอยากให้วัยรุ่นรู้ว่าถ้าไม่สะดวกใจหรืออึดอัดกับพฤติกรรมแบบไหนที่เจอ วัยรุ่นต้องมองเห็นและถามตัวเองว่าทำไมต้องทนอยู่กับพฤติกรรมแบบนั้น เพราะความรักไม่ใช่การทำลายหรือการถูกจำกัด ต่อให้แคมเปญนี้สิ้นสุดลง ก็ไม่ได้แปลว่าความหมายที่เรานิยามขึ้นมาจะจบลงไปด้วย

print

Leave a Reply