โครงการเยาวชนนักสื่อสารสุขภาวะทางเพศที่ปลอดภัย  โดย มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา เป็นหนึ่งใน 17 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNFPA ประเทศไทยUNFPA ประเทศไทยให้ความสำคัญแก่การลงทุนและการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชน ด้วยเล็งเห็นว่าโลกในปัจจุบันมีประชากรวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งต้องพึ่งพาการนำของคนรุ่นใหม่ การสร้างและส่งเสริมภาวะความเป็นผู้นำของเด็กและเยาวชนในวันนี้จึงเรื่องที่ มีความสำคัญลำดับต้นๆ อย่างไรก็ดี เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันยังเผชิญปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ ในปี 2557 ได้ให้การสนับสนุนโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถ ปกป้องตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ จำนวนรวม 17 โครงการโดยดำเนินงานในปี 2558

พลังผู้หญิง พลังตัวตน และพลังสังคม

โดย ลาภิศ  ฤกษ์ดี: มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา         

 

เพราะว่างานของผู้หญิงทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยหมด

และถูกกดค่าแรงหรือน่าเบื่อ จำเจ ซ้ำซาก

และเราจะเป็นคนแรกที่ถูกไล่ออก

และรูปร่างหน้าตาสำคัญกว่าความสามารถ

และถ้าเราถูกข่มขืนก็เป็นความผิดของเรา

ถ้าเราถูกทำร้ายร่างกายก็เพราะว่าเราแส่หาเรื่องเอง

และถ้าเราขึ้นเสียง เราก็เป็นอี่ปากกรรไกร

และถ้าเราชอบ เซ็กส์ เราก็เป็นคนร่านราคะ

แต่ถ้าเราไม่สนก็กลายเป็นคนทึนทึก ตายด้าน

และถ้าเรารักผู้หญิงด้วยกัน ก็เพราะหา “ชายแท้” ไม่ได้

และเมื่อเราถามหมอมากไปหน่อย เราก็เป็นพวกประสาท ซอกแซกจุกจิก

และถ้าเราอยากมีศูนย์เลี้ยงเด็กในชุมชน เราก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

และเมื่อเราลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิก็เป็นคนก้าวร้าว “ไม่เป็นผู้หญิง”

แต่พอเราไม่ต่อสู้ก็กลายเป็นพวกเพศอ่อนแอเหมือนเดิม

และเราอยากแต่งงาน ก็หาว่าเราจับผู้ชาย

แต่พอเราไม่ยอมแต่งงาน ก็หาว่าเรา “ฝืนธรรมชาติ”

และเพราะเราคิดหาวิธีคุมกำเนิดที่ดียังไม่ได้

ขณะที่คิดให้ผู้ชายได้ไปเดินบนโลกพระจันทร์

และเมื่อถึงเวลาที่เราหมดทางแก้ไข ตัดสินใจไม่อยาก “ท้อง”

กลับต้องตกเป็นจำเลยรับโทษผิด เพราะคิดจะทำแท้ง

และเรื่องโน้น เรื่องนี้

และด้วยเหตุผลอีกมากมายหลายประการ

เราจึงร่วมกับขบวนการสิทธิสตรี

 จ๊อยซ์ สตีเว้นส์

เอา7

เอา10

ข้อความข้างต้นของจ๊อยซ์ สตีเว่นส์ สะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยยากของผู้หญิงที่ถูกสังคมและคนรอบข้างคาดหวัง  สิ่งที่เธอเขียนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแม้ในชุมชนเล็กๆ ของจังหวัดพะเยา และนั่นคือสิ่งที่จุดประกายให้มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา เริ่มต้นทำโครงการเยาวชนนักสื่อสารสุขภาวะทางเพศที่ปลอดภัย  ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่ใจ

จากข้อมูลสถิติของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา พบว่าปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น รวมถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลรอบข้างของเยาวชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเยาวชนหญิงอายุ 15-19 ปี มีสถิติการคลอดบุตรในเขตอำเภอเมืองในปี 2556 ร้อยละ 13.66 และปี 2557 ร้อยละ 18.33 ต่อจำนวนพันประชากร

มูลนิธิพะเยาฯ จึงมุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ โดยลงไปทำงานกับกลุ่มเด็กเยาวชนหญิงอายุ 13-18 ปี กระบวนการทำงานอาศัยทีมชุมชนซึ่งประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำเยาวชนหญิงที่มาจากสภาเด็กและเยาวชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกเยาวชนที่มีความสนใจ เข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง ไม่เจาะจงเพียงแค่คนเก่งหรือคนดี แต่เปิดโอกาสให้คนที่อยากเรียนรู้จริงๆ เข้ามาทำกิจกรรม จากนั้นจึงเข้าสู่การวิเคราะห์ปัญหาของเยาวชนหญิง โดยใช้ “กระบวนการต้นไม้ปัญหา” คือ การค้นหาเจาะลึกถึงรากของปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยมีหัวข้อหลักในการวิเคราะห์ คือ ปัญหาที่เกิด สาเหตุ และผลกระทบ

เด็กสาววัย 16 ปีที่เข้าร่วมโครงการคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า “เพื่อนท้องต้องออกจากการเรียนเสียชื่อห้องฉันหมด ทำไมไม่รู้จักป้องกันนะ” คำพูดของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ทำให้โครงการของเราต้องเร่งสร้างพลังของผู้หญิงให้ขึ้นมามีบทบาทสำคัญในชุมชน ผ่านหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้นำนักสื่อสารสุขภาวะทางเพศ

หลักสูตรนี้ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง คือ การสร้างใจ ปรับความคิด และการลงมือทำ เริ่มต้นจากการให้เห็นคุณค่าในตัวเอง โดยการเรียนรู้ผ่านชีวิต อนาคต และสังคม ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการมองเป้าหมายของตนเอง โดยให้เยาวชนเขียนความฝันของตนเองในกระดาษ (รูปธง) ที่แจกให้ 1 แผ่นต่อ 1 ความฝัน โดยแต่ละแผ่นความฝันให้ทุกคนเขียนด้วยว่า ทำไมถึงมีความฝันแบบนี้  ได้เตรียมทำอะไรไปบ้าง และทำได้แค่ไหนแล้ว รวมทั้งหากทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ให้เขียนบอกด้วยว่าเพราะอะไร มีอุปสรรคอะไร

ต่อจากนั้นจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้านสังคม โดยให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านความขาดพร่องของชีวิตเยาวชนในศูนย์เรียนรู้ของบ้านพักเด็กและครอบครัวและมูลนิธิ YMCA ซึ่งสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เช่น การตั้งครรภ์ของเพื่อนเยาวชน การถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และการเข้าสู่การขายบริการทางเพศ

การมองเห็นเป้าหมายในชีวิตและเรียนรู้สังคม ทำให้เยาวชนเข้าใจตัวตนของตนเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเป็นผู้นำ กระบวนการต่อจากนั้นคือการปรับความคิด สร้างองค์ความรู้ และปรับทัศนคติในเรื่องเพศและอนามัยเจริญพันธ์ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจในเรื่องเพศทั้ง 6 มิติ รู้จักการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการดูแลตัวเอง รู้วิธีใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น การใช้ถุงยางอนามัยและถุงอนามัยผู้หญิง การกินยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาและยาคุมฉุกเฉิน  การเรียนรู้เรื่องสิทธิเนื้อตัวร่างกาย โดยใช้หลัก HOW, NO, GO, TELL ซึ่งเป็นทักษะในการระวังภัยที่จะเกิดขึ้นจากบุคคลรอบข้าง

จากนั้นจึงเข้าสู่การลงมือปฏิบัติของเยาวชนนักสื่อสาร เพื่อให้เยาวชนหญิงมีพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารสุขภาวะทางเพศ เช่น การจัดกิจกรรมกลุ่มพูดคุยของเยาวชนหญิงตามหมู่บ้าน การจัดอบรมเพื่อนๆ เยาวชนในตำบล และการรณรงค์แจกแผ่นพับในหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งแกนนำเยาวชนไม่เพียงเป็นผู้ที่ส่งต่อความรู้เท่านั้น  แต่เขาเองก็ได้เรียนรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง และกล้าที่จะพูดคุยสื่อสารกับเพื่อนๆ น้องๆ และคนในครอบครัวของเขาด้วย

การสนับสนุนและส่งเสริมความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือหญิง เพื่อให้เกิดการยอมรับบทบาทในสังคมซึ่งกันและกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้นั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก โดยทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน และสังคม ต้องมีส่วนช่วยในการผลักดันและหนุนเสริมให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้เขามองเห็นคุณค่าและความหมายในตัวเอง อีกทั้งยังมีพลังที่จะยืนหยัดและมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือสังคมต่อไปในอนาคต

 

print

Leave a Reply