โครงการสโมสรเพื่อนงาน เพื่อนถึงเพื่อน โดย  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เป็นหนึ่งใน 17 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNFPA ประเทศไทยUNFPA ประเทศไทยให้ความสำคัญแก่การลงทุนและการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชน ด้วยเล็งเห็นว่าโลกในปัจจุบันมีประชากรวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งต้องพึ่งพาการนำของคนรุ่นใหม่ การสร้างและส่งเสริมภาวะความเป็นผู้นำของเด็กและเยาวชนในวันนี้จึงเรื่องที่ มีความสำคัญลำดับต้นๆ อย่างไรก็ดี เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันยังเผชิญปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ ในปี 2557 ได้ให้การสนับสนุนโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถ ปกป้องตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ จำนวนรวม 17 โครงการโดยดำเนินงานในปี 2558

“เดี๋ยวโตขึ้นเขาก็รู้เอง”

โดย สุจินดา  ชนะวงค์ : โครงการสโมสรเพื่อนงาน  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

11269400_1156471541045941_1390854269_n

IMG_8517

11846194_927518187294524_2076052082_n

“ฝากลูกหนูด้วยนะครู….”  เสียงใสๆ ติดสำเนียงภาษากัมพูชา เรียกเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯให้ช่วยดูแลเด็กชายตัวน้อยที่กำลังหลับ ก่อนที่เธอจะวิ่งไปเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ

สาวน้อยชาวกัมพูชา อายุ 17 ปี อุ้มลูกชายตัวเล็กๆ ที่กำลังฝึกคลานมาเข้าค่ายกับเพื่อนวัยเดียวกัน  ที่ศูนย์พัฒนาเด็กสันติคาม ซึ่งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตให้กับแรงงานเด็กต่างชาติ และเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นแรงงาน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เด็กสาวมีท่าทีสนใจและสนุกกับกิจกรรมทั้งๆ ที่สองมือยังอุ้มลูกน้อยอยู่ พอลูกหลับเธอจึงมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนอย่างเต็มที่

ภาพเด็กสาวกัมพูชากับลูกน้อยของเธอ ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้เขียน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานสองปีแล้วก็ตาม เป็นภาพที่เรียกความรู้สึกสงสารและเห็นใจ  ทุกครั้งที่เห็นเธอต้องวิ่งไปให้นมลูกที่ร้องไห้งอแง ทั้งที่กำลังสนุกกับการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ แม้ในเวลากลางคืนที่คนอื่นๆ เข้านอนกันแล้ว  เธอก็ยังคงนั่งทำกิจกรรมที่ทำไม่ทันเพื่อนอยู่จนดึก  ราวกับโหยหาช่วงชีวิตในวัยเด็กที่เธอถูกกระชากให้หลุดพ้นออกมาเร็วกว่าเพื่อนคนอื่น  ในวันที่เธอได้อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อน ไม่ใช่ผู้เป็นสามี เธอจึงพยายามทำ และสนุกอย่างเต็มที่เหมือนเช่นเด็กหนุ่มสาววัยเดียวกัน  เรื่องราวของเธอคือภาพตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของปัญหาท้องไม่พร้อม หรือแม่วัยรุ่น ซึ่งชวนให้คนทำงานด้านนี้ต้องฉุกคิดว่าทำไม เพราะอะไร พร้อมกับคำถามอีกมากมายที่ผุดขึ้นตามมา

จากประสบการณ์ในการทำงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ที่คลุกคลีอยู่กับปัญหานี้มานาน พบว่าสาเหตุประการหนึ่งอาจเกิดจากการที่เด็กสาวขาดทักษะความรู้ในการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่ถาโถมเข้ามาในช่วงที่เธอกำลังเข้าสู่วัยสาว  ผู้เขียนลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่ชุมชนสะพานปลา ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีแรงงานชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่า รวมกันอาศัยอยู่ในบริเวณนี้นานนับสิบปีจนกลายเป็นเสมือนชุมชน และเป็นพื้นที่ในการทำงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กมานาน  ทำให้มีแกนนำอาสาสมัครที่คอยดูแลกันเองในชุมชน  วันนั้นแกนนำชุมชนเล่าให้ฟังถึงเรื่องการทำแท้งในพื้นที่ว่า ก่อนหน้านี้มีคนตกเลือดเพราะไปทำแท้งจากคลีนิคเถื่อนมาสองราย สาเหตุที่ต้องทำก็เพราะยังไม่พร้อม อายุยังน้อยกลัวลูกไม่แข็งแรง ไม่อยากลาออกจากงาน เพราะถ้ามีลูกก็ต้องออกจากงานมาเลี้ยงลูก ฝั่งกัมพูชาเองก็ใช่ว่าจะแตกต่าง บางคนมีลูกแล้วไม่สามารถเลี้ยงได้จนต้องพาลูกน้อยออกไปนั่งขอทานตามสะพานลอย บางคนถูกจับแยกแม่ลูก ส่งกลับประเทศหรืออาจกลายเป็นคนเร่ร่อนต่อไปก็มี

เมื่อหันมามองที่พ่อแม่ ก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะพูดคุยเรื่องเพศ หรือเรื่องความรักกับลูก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอายและมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของใครของมัน ควรที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากการพูดคุยกับพ่อแม่ชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่า ที่ชุมชนสะพานปลา จากที่ตอนแรกนั่งคุยกันสี่ถึงห้าคน แต่พอได้ยินคำถามเรื่องเพศก็ทยอยกันถอยหนีออกจากกลุ่มไป ซึ่งอาสาสมัครล่ามได้เล่าให้ฟังว่า

คนพม่าจะไม่พูดเรื่องเพศกับลูกหรือกับใคร เพราะเขาถือเป็นเรื่องน่าอาย แต่จะปล่อยให้ลูกเรียนรู้กันเอง ดังที่ได้ยินพ่อแม่ชาวพม่าพูดถึงเรื่องเพศกันอยู่บ่อยๆ ว่า “เดี๋ยวโตขึ้นเขาก็รู้เอง”  เช่นเดียวกับแม่ชาวกัมพูชาที่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่พูดเรื่องนี้กับลูก จะมีสอนบ้างก็เรื่องของการระมัดระวังเนื้อตัวประมาณว่า “เป็นสาวแล้วนะไม่ใช่เด็ก จะเล่นหัวกับเพื่อนผู้ชายเหมือนก่อนไม่ได้” ซึ่งเป็นคำสั่งสอนสำหรับลูกสาว ส่วนลูกชายพ่อแม่ยอมรับว่าพูดคุยลำบากเพราะเขามีอารมณ์ที่รุนแรงมากกว่าผู้หญิง บางคนถึงขั้นหนีออกจากบ้านเพราะทนไม่ได้กับการว่ากล่าวตักเตือนของพ่อแม่  แต่เราก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเด็กชายที่หนีออกจากบ้านมีความผิด หากต้องมองย้อนกลับไปที่ตัวพ่อแม่ ว่ามีวิธีการพูดคุยกับลูกที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตอย่างไร

การขาดความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่ต่อลูกที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น จึงเป็นอีกประเด็นปัญหาที่สำคัญ พ่อแม่ควรได้รับการส่งเสริมให้มีความกล้าที่จะสื่อสารในสิ่งที่ถูกต้องให้ลูกได้รับรู้ และแนวคิดที่ว่า “เดี๋ยวโตขึ้นเขาก็รู้เอง” ไม่จำเป็นต้องสอนหรืออธิบาย ก็เป็นความคิดที่เสี่ยงเกินไป แม้เรื่องเพศจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญ แต่การปล่อยให้ลูกเรียนรู้เองนั้นแน่นอนว่าต้องมีการทดลองเกิดขึ้น เพื่อหาความจริงไขข้อสงสัย วัยรุ่นหลายคนอาจกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย  เพียงเพราะความอยากลองเท่านั้น โดยไม่มีความรู้หรือภูมิคุ้มกันมาก่อน เหมือนเช่นเด็กสาวกัมพูชาที่กล่าวถึงในตอนต้น เธอต้องพ้นจากสภาพความเป็นเด็กโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะเธอมีลูก มีสามี

สิ่งที่คนทำงานด้านนี้ควรทำต่อไป คือการเข้าไปปรับทัศนคติของพ่อแม่ให้เห็นความสำคัญในเรื่องเพศสภาพของวัยรุ่น ป้องกันลูกของตัวเองอย่างถูกต้อง สอนให้พวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเอง รู้จักวิธีการรับมือกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของตัวเองให้ได้ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นคุณแม่คุณพ่อที่ยังไม่พร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสถานะทางสังคม

print

Leave a Reply