นิตยสาร โฮลีรู้ด คุยกับกลุ่มหนุ่มสาวเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงตอนอายุ 16 สื่อสังคมออนไลน์ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับอำนาจ

6 โมงเย็นวันพฤหัสบดี จูเลีย สตาชูสการ์ กำลังไล่เรียงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการรับเข้าผู้อพยพของอังกฤษ เธอเริ่มต้นอย่างค่อนข้างลังเล แต่เมื่อเริ่มไปเรื่อย ๆ น้ำเสียงก็แสดงความมั่นใจมากขึ้นและเริ่มพูดได้เร็วขึ้น

“ปีที่แล้วมีผู้อพยพจากสหภาพยุโรปเข้ามาในสก็อตแลนด์เป็นจำนวน 181,000 คน” เธอกล่าว “ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 คนโดยประมาณ  การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของชาวยุโรปเหล่านี้ต่อสก็อตแลนด์มีมูลค่ามหาศาลมาก ตอนนี้ขึ้นมาถึง 4.4 พันล้านปอนด์แล้ว การมีส่วนร่วมดังกล่าวควรได้รับการยอมรับมากกว่านี้ มีนักการเมืองมากมายที่พูดถึงประโยชน์ของการอพยพและปกป้องผู้อพยพจริงๆ แต่ฉันคิดว่านี่เป็นประเด็นที่พวกเขาสามารถลงแรงมากกว่านี้ได้ และผู้คนควรรู้เรื่องนี้มากกว่านี้”

จากซ้าย: เอริน เว็มโบ, แจ็ค ดัดเจิน, เอมี ลี ไฟรยอลี, จูเลีย สตาชูสการ์

จูเลียเกิดในโปแลนด์แต่ย้ายมาสก็อตแลนด์ตอนอายุเจ็ดขวบ สิบปีหลังจากนั้น เธอพักจากตารางการสอบเบื้องต้นที่รัดตัว เธออยู่ในระหว่างการสอบประวัติศาสตร์ ศาสนา ศีลธรรมและปรัชญาศึกษา และภาษาอังกฤษ เพื่อมาเข้าร่วมอภิปรายกลุ่มกับนิตยสารโฮลีรู้ดในประเด็นสิทธิของวัยรุ่น

“ฉันมาจากโปแลนด์และมาที่นี่ตอนอายุยังน้อยเลยรู้สึกเหมือนสก็อตแลนด์มอบโอกาสให้” เธออธิบาย “การทำงานการเมืองทำให้ฉันได้ตอบแทนคืนแก่ชุมชนที่ให้ทุกอย่างกับฉันอย่างแท้จริง”

ความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มสาวและการเมืองดูจะเป็นที่มาของความกังวลเป็นระยะของทั้งนักวิจารณ์การเมืองและผู้กำหนดนโยบายเช่นกัน นี่คือที่มาของความวิตกตลอดเวลา เรื่องที่ถูกค่อนแคะเป็นประจำ เมื่อคนแต่ละรุ่นค่อย ๆ ก้าวจากวัยรุ่นมาเป็นวัยที่สังคมยื่นอำนาจที่มากขึ้นให้

บางทีอาจเป็นเพราะจังหวะของการเปลี่ยนแปลง เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในโลกของการเมืองที่ดูไม่มั่นคงมากขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา นักการเมืองวัยกลางคนเริ่มกังวลเรื่องที่คนหนุ่มสาวกำลังคิดอยู่ตลอดเวลาก็ได้

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร งานวิจัยใหม่จากองค์กรการกุศล เดอะ พรินส์ ทรัสต์ ได้นำเสนอสาเหตุใหม่ของความกังวล  โดยอ้างจากรายงานดัชนีเยาวชน (The Prince’s Trust Macquarie Youth Index Report)   ของทางองค์กร ฯ เปิดเผยว่าความสุขและความมั่นใจของคนหนุ่มสาวอยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่มีการวิจัยนี้มา

ผลที่ได้ค่อนข้างน่าหดหู่ การสำรวจจากคำตอบของวัยรุ่น 2,194 คนในช่วงอายุระหว่าง 16 – 25 ปีแสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นร้อยละ 51 ในสก็อตแลนด์เชื่อว่าการขาดความมั่นใจเป็นตัวฉุดรั้งพวกตน

เกือบหนึ่งในสาม (ร้อยละ 30) ของคนหนุ่มสาวในสก็อตแลนด์คิดว่าการหาประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการหางานอาชีพ ในขณะที่ร้อยละ 49 กังวลเรื่องการเงินของตัวเอง

แต่ในขณะที่คนหนุ่มสาวในสก็อตแลนด์ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงานเพื่อช่วยให้บรรลุศักยภาพที่ต้องการ กว่าครึ่ง (ร้อยละ 53) คิดว่ามีงานในท้องถิ่นของตนไม่มากพอ

ที่น่ากังวลที่สุดคือร้อยละ 32 รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ได้ เพิ่มจากร้อยละ 24 เมื่อปีที่แล้ว ขณะเดียวกันร้อยละ 64 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจกล่าวว่าบรรยากาศทางการเมืองทำให้กังวลเรื่องอนาคต

ร้อยละ 19 ของคนอายุ 16-25 ปีตอบคำถามว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าชีวิตตัวเองจะก้าวไปถึงไหนได้ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน

ดังนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น และนักการเมือง แม้ว่าจะตั้งใจดีเพียงไร จะเข้าใจปัญหาลึก ๆ ที่ขับเคลื่อนการค้นพบนี้ได้ดีขนาดไหน

เอมี ลี ไฟรยอลี วัย 19 ปี เป็นประธานสภาเยาวชนสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคนหนุ่มสาวที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย อายุตั้งแต่ 14 ถึง 25 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งทั่วสก็อตแลนด์ เธอบอกว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้จำเป็นต้องเน้นเรื่องสิทธิเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น

“เรากำลังดำเนินการรณรงค์ว่าด้วยสิทธิ เพื่อกระตุ้นให้นักการเมืองรู้เรื่องสิทธิของเยาวชนมากขึ้น และตรวจสอบให้พวกเขาใช้วิธีการที่อิงเรื่องสิทธิมากขึ้น นักการเมืองต้องตระหนักถึงสิทธิของเยาวชนรวมถึงวิธีรักษาสิทธิดังกล่าวไว้ด้วย นอกจากนี้ยังต้องตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองในการทำให้เยาวชนรู้ถึงสิทธิของตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่านักการเมืองสามารถปัดฝุ่นและทำให้ดีขึ้นได้”

แจ็ค ดัดเจิน วัย 20 ปี สมาชิกอีกคนของสภาเยาวชนสก็อตแลนด์เห็นด้วย “เรื่องสิทธิเป็นจุดโฟกัสที่ดี เพราะกว้างมากและครอบคลุมทุกอย่าง มีประเด็นมากมายที่มีผลกระทบต่อเยาวชนที่มีรากฐานมาจากเรื่องนี้”

สมาชิกสภาฯ มาถึงสำนักงานนิตยสารโฮลีรู้ดหลังชัยชนะหมาด ๆ ในการรณรงค์ให้ยุติการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่อง “ยุง” ซึ่งจะส่งคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งปกติจะมีคนหนุ่มสาวเท่านั้นที่ได้ยิน โดยมีจุดประสงค์ขัดขวางไม่ให้พวกเขามารวมตัวกันในที่สาธารณะ

การรถไฟสก็อตแลนด์เพิ่งถูกวิจารณ์หลังติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวหนึ่งเครื่องที่สถานีแฮมิลตัน เซ็นทรัล สภาเยาวชนสก็อตแลนด์เริ่มต้นโครงการรณรงค์ทันที โดยมีบรูซ อดัมสัน คณะกรรมาธิการเด็กและเยาวชนแห่งสก็อตแลนด์ในตอนนั้นให้การสนับสนุน เขากล่าวว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและสำนักงานได้เรียกร้องให้ห้ามใช้อุปกรณ์ดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว

“การใช้อุปกรณ์เช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิเยาวชนในการมีชีวิตแบบปลอดการกีดกัน ในลักษณาการที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพเมื่อโดยสารขนส่งสาธารณะ ซื้อหาสินค้า หรือพบปะเพื่อนฝูง อุปกรณ์พวกนี้เป็นวิธีที่ไม่สมควรและลดทอนคุณค่า ดำเนินการโดยไม่มีการแยกแยะ ทำให้เกิดความลำบากต่อเด็กและเยาวชนทุกคนที่ผ่านเข้ามา”

การรถไฟสก็อตแลนด์ตกลงเลิกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในที่สุด

อุปกรณ์ที่ว่านี้เป็นกรณีตัวอย่างที่สิทธิของเด็กและเยาวชนสามารถถูกโยนทิ้งได้ง่าย ๆ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจวัยกลางคน ผู้บริหารการรถไฟกล่าวว่าติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดความรุนแรง แต่แนวคิดที่พวกเขาจะนำเสียงเตือนที่มุ่งเป้าไปยังการทำให้ชีวิตของคนวัย 25 ปีขึ้นไปไม่สบายหรือแม้แต่เจ็บปวดนั้นดูจะไม่มีทางเป็นไปได้

แจ็คบอกว่า “มีนักการเมืองมากมายที่ไม่ตระหนักถึงเรื่องอุปกรณ์ดังกล่าว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ยินจริง ๆ หรือเพราะไม่มีหนุ่มสาวที่ไหนนำเสนอเรื่องนี้ให้รับรู้ แต่สภาเยาวชนสก็อตแลนด์ได้กดดันผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างมากให้ทำอะไรเพื่อเยาวชน”

โดยทั่วไปแล้ว วิธีการตรงไปตรงมาที่สุดในการสร้างอำนาจชักจูงต่อผู้ออกนโยบายโดยตรงคือการขู่ว่าจะไม่ลงคะแนนเสียงให้ แต่สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ รวมถึงการลงประชามติของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการลงคะแนนที่น่าจะมีผลกระทบต่อเยาวชนมากกว่ากลุ่มอายุใด ๆ เด็กอายุสิบหกและสิบเจ็ดก็ยังไม่อาจมีส่วนร่วม

เอริน เว็มโบ วัย 16 ปี เป็นนักเรียนปีห้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบเบื้องต้นเช่นกัน เธอมาที่นิตยสารโฮลีรู้ดทันทีหลังออกจากการสอบวิชาสมัยใหม่ศึกษา เธอได้ยินครอบครัวพูดเรื่องการเมือง และอยากเรียนรู้เพิ่มเติม จึงเริ่มเปิดยูทูบดูการอภิปรายในสภาสก็อตแลนด์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี 2015 “ฉันแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เธออธิบาย

แต่เอรินมั่นใจว่าเด็กอายุสิบหกควรมีสิทธิออกเสียง “เราเป็นผู้ใหญ่แล้วตอนอายุสิบหกดังนั้นจึงควรจะออกเสียงได้ตอนสิบหก ง่าย ๆ แค่นี้เอง นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการมีสิทธิเหมือนกับประชาชนคนอื่น ๆ ทุกคนด้วย ตัวอย่างเช่น ฉันคิดว่าทุกคนควรมีสิทธิได้รับรายได้ขั้นต่ำเพื่อการดำรงชีวิตตอนอายุสิบหก ไม่ควรมีลำดับชั้นตามอายุ เพราะทุกคนควรได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน”

สำหรับคนอายุสิบหกที่สนใจการเมือง การต้องทนดูนักการเมืองวัยกลางคนประกาศว่าคุณไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงอย่างรับผิดชอบได้เป็นเรื่องยากมาก

“น่าหงุดหงิดมากเพราะข้อโต้แย้งคือ ‘พวกเขาไม่เป็นผู้ใหญ่พอ’ แต่ประสบการณ์ทุกคนแตกต่างกันนะคะ” เธอกล่าว “เราอาจจะอายุยี่สิบสี่แต่ใช้ชีวิตเหมือนไข่ในหินอย่างที่สุด หรือเราอาจจะอายุสิบหกแต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเกี่ยวกับการตัดสินใจว่าคุณอยากให้ประเทศของตัวเป็นอย่างไร และทุกคนควรมีส่วนออกความเห็นในเรื่องนั้น”

แจ็คเห็นด้วย “เขาอ้างว่าคนหนุ่มสาวมีประสบการณ์ไม่พอ แต่ผมไม่เคยมองว่าข้อโต้แย้งนี้น่าเชื่อถือเลย เด็กอายุสิบหกบางคนมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคนอายุแปดสิบบางคนเสียอีก”

แจ็คกล่าวว่า “ผมหงุดหงิดจริง ๆ นะเวลาได้ยินคนพูดว่า ‘คนหนุ่มสาวไม่สนใจการเมือง ไม่มีส่วนร่วม ขี้เกียจ หรือไม่ก็เฉยชา’ คำพูดที่ว่ามักจะถูกใช้เป็นข้อโต้แย้งการให้สิทธิออกเสียงแก่คนอายุสิบหก ผมว่าคำพูดนี้ไม่จริงเลย แม้แต่คนที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการเมืองเป็นประจำ ก็ยังสนใจประเด็นที่มีผลกระทบกับตัวเอง ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2017 แหล่งข่าวบางแหล่งระบุว่าเยาวชนออกมาเลือกตั้งถึงร้อยละ 72 ดังนั้นความคิดที่ว่าคนหนุ่มสาวไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองจึงน่าขันสิ้นดี”

แต่กระนั้น เพื่อนของจูเลียก็มีน้อยมากที่จะหลงใหลการเมือง

เธอบอกนิตยสารโฮลีรู้ดว่า “กลุ่มเพื่อนของฉันตรงกันข้ามกันเลย ไม่มีเพื่อนฉันคนไหนสนใจการเมืองเลย ฉันเฝ้าบอกพวกเขาให้เข้ามามีส่วนร่วม อ่านเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง แต่การทำงานในชุมชนท้องถิ่นอย่างเช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย วิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวสนใจเรื่องการเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะการเมืองอยู่ทั่วไปรอบตัว และการตัดสินใจก็จะอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต ถ้าพวกเขาไม่รู้วิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือพื้นฐานของพรรคการเมือง นั่นถือเป็นปัญหา เพราะที่สุดแล้วเขากำลังลงคะแนนเสียงเพื่ออนาคตของตัวเอง”

เอมี ลีก็เหมือนคนอื่นๆ คือ ปฏิเสธอย่างหนักเรื่องแนวคิดที่ว่าต้องคนอายุสิบแปดปีขึ้นไปถึงจะมีสติปัญญารอบคอบ “แม่มาหาฉันตอนเลือกตั้งและถามว่า ‘แม่โหวตให้ใคร พรรคนี้ทำอะไร”

จูเลียหัวเราะ “แม่ฉันก็เหมือนกัน”

เอมี ลีพูดว่า “แม่ฉันมีสิทธิออกเสียงมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ตอนฉันอายุสิบหก ฉันบอกวิธีออกเสียงให้แม่ฟัง แล้วทำไมเราถึงยังไม่มีสิทธิออกเสียงล่ะ เมื่อมีการอนุญาตในสก็อตแลนด์ ฉันดีใจมาก แต่ยังต้องทำอะไรอีกมากเพื่อจะผลักดันในระดับสหราชอาณาจักร มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองไม่สำคัญ เหมือนเสียงของคุณไม่สำคัญ”

เธอพูดต่อว่า “ถ้าได้เห็นการอภิปรายในสภาสามัญเมื่อสองสามเดือนก่อนพัฒนาต่อไปคงเป็นเรื่องดีมาก เมื่อดูจากฝ่ายค้าน ข้อโต้แย้งก็คือคนหนุ่มสาวไม่มีประสบการณ์พอ หรือไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเพียงพอ แต่แล้วในสุดสัปดาห์เดียวกัน เรามีการประชุมสภาเยาวชนสหราชอาณาจักรในสภาสามัญ มีสมาชิกสภาเยาวชนสก็อตแลนด์บางคนไปเป็นตัวแทนด้วย มาตรฐานการอภิปรายจากเด็กอายุสิบหกและสิบเจ็ดดีกว่ามาตรฐานการอภิปรายในสภาจริงสิบเท่าเลย นี่คือระยะเวลาหนึ่งวันหลังจากเราเห็นนักการเมืองพูดว่า ‘คนหนุ่มสาวทำแบบนี้ไม่ได้’ เราพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาผิดในสุดสัปดาห์นั้นเลย แต่น่าเศร้าใจจริงๆ นะที่ต้องดูการอภิปรายที่ว่า”

ในขณะเดียวกัน ประสบการณ์การติดต่อกับนักการเมืองของพวกเขาก็ดูจะต่าง ๆ กันไป เอมี ลี แจ็ค     จูเลีย และเอรินต่างใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นวิธีการติดตามกิจกรรมสมาชิกสภาและสมาชิกสภาสก็อตแลนด์ เห็นได้ชัดว่าทุกคนชื่นชมคนที่ใช้แพล็ตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ช่วยในการสื่อสาร

แจ็คใช้ทวิตเตอร์ เฟซบุค และสแน็ปแช็ท “ผมไม่ค่อยยอมรับอินสตาแกรม แต่คิดว่าเรื่องนั้นผมคงเป็นชนส่วนน้อย” เขาหัวเราะ “แต่ผมเห็นด้วย ทวิตเตอร์เป็นวิธีที่ผมสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกสภาสก็อตแลนด์ มันมีประโยชน์มาก เพราะถ้าผมอยากรู้ว่าพวกเขาทำอะไรบ้างในสภาวันนั้น ผมก็สามารถหาเจอในคลิกเดียว”

เอมี่ ลีเสริมว่า “จริง ๆ แล้ว มีนักการเมืองมากมายเริ่มหันมาสนใจสแน็ปแช็ทแล้ว นักการเมืองในสแน็ปแช็ทนี่ดูสนุกทีเดียว ฉันจำได้ว่าสมัยอยู่โรงเรียน เราจะได้รับ ‘บันทึกประจำวันของสมาชิกสภาสก็อตแลนด์’ แต่ด้วยสแน็ปแช็ท คุณจะได้เห็นวันทั้งวันของพวกเขา เราเห็นที่พวกเขาทำได้จริง ๆ เลยทำให้ดูน่าสนใจ”

กลยุทธ์การสื่อสารของพรรคเริ่มมีการโฟกัสขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2017 ซึ่งพรรคแรงงานของเจเรมี คอร์บินได้รับการกล่าวขานว่าได้ชัยชนะขั้นเด็ดขาดเหนือพรรคอนุรักษ์นิยมที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีน้อยกว่าในด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงผู้มีสิทธิวัยเยาว์

ดังนั้น สมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมจึงพยายามยกระดับเกมสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง เพื่อเอาชนะใจคนหนุ่มสาว แต่สื่อสังคมออนไลน์นั้นมีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวขนาดไหนกันแน่ สำหรับคนหนุ่มสาวที่คุยกับเรา สิ่งสำคัญไม่ใช่แพล็ตฟอร์มแต่เป็นนโยบายที่ส่งอิทธิพลต่อการลงคะแนนของพวกเขามากที่สุด

แจ็คกล่าวว่า “เห็นชัดว่าวิธีการสื่อสารนั้นสำคัญ เพื่อให้คนหนุ่มสาวเห็นว่าแต่ละพรรคเสนออะไรบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว นโยบายต่างหากที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้คนเชื่อคือนโยบาย”

เอรินใช้ทวิตเตอร์ เฟซบุค สแน็ปแช็ท และอินสตาแกรม แต่ไม่คิดว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของแต่ละพรรคจะมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งมากนัก

“ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ฉันไม่คิดว่าเป็นปัจจัยหลัก เรามีสมอง และเห็นชัดว่ามีปัจจัยหลายอย่างในพฤติกรรมการโหวต”

ในขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องคนหนุ่มสาวถูกประเมินต่ำเกินไป หรือแม้แต่ถูกปฏิบัติเหมือนว่าเป็นเด็กโดยนักการเมือง ผู้ออกนโยบาย และสื่อ ก็มีอยู่ในทุกคน

เอรินกล่าวว่า “ฉันเคยพบนักการเมืองแล้วอีกฝ่ายปฏิบัติเหมือนฉันเป็นเด็ก ฉันรู้สึกเหมือนว่าไม่มีผู้หญิงวัยรุ่นเข้ามาในวงการเมืองมากเท่าผู้ชายวัยรุ่น พวกเขาเลยอยากรู้ในทันทีว่าพวกเราโอเค พวกเขาจะไม่ท้าทายเรา แล้วเราก็จะโอเค เราไม่ถูกท้าทายมากพอ และนั่นคือปัญหา”

เธอเสริมว่า “เราไม่ได้รับความนับถือเพราะวิธีการที่สังคมมองคนหนุ่มสาว เวลาฉันบอกใคร ๆ ว่าจะไปร่วมงานการเมืองตอนสุดสัปดาห์ พวกเขาจะแบบ ‘ทำไมไม่ออกไปดื่มและทำตัวแบบพวกฮูลิแกนเอะอะโวยวายล่ะ’ แต่นั่นไม่ใช่ฉัน ฉันไม่อยากให้ทุกคนคาดหวังแบบนั้นจากฉัน ข้างในตัวฉันเป็นหญิงวัยกลางคนนะคะ ฉันเป็นแบบนั้นเอง”

เอมี ลี บอกว่า “คนหนุ่มสาวอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง เรายินดีก้าวออกไปและทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อวัยรุ่น แต่เพื่อทุกคน เพราะเราเข้าใจว่าเราเป็นผู้ใหญ่ของวันพรุ่งนี้ ฉันคิดว่าบางทีนักการเมืองก็อาจมีทัศนคติว่าคนหนุ่มสาวไม่สนใจ หรือว่าพวกเราไม่อยากพูดเรื่องการเมือง แต่ที่จริงเราสน”

 

เรียบเรียงจาก https://www.holyrood.com/articles/inside-politics/taking-back-control-politics-and-young-people

print