เพศศึกษาถือเป็นรอยแยกทางอุดมการณ์ในชีวิตอเมริกันนานแล้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนากลัวว่าการสอนเรื่องคุมกำเนิดให้เด็กวัยรุ่นจะยิ่งกระตุ้นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานฝ่ายเสรีนิยมก็เถียงว่าการไม่สอนจะยิ่งทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น

เมื่อสองสามปีก่อนเกิดความก้าวหน้าที่น่ายินดีขึ้น เมื่อรัฐสภาของสหรัฐฯ สนับสนุนงบประมาณด้านการเรียนการสอนเพศศึกษาไปยังโครงการต่างๆ โดยให้ประสิทธิภาพเป็นตัวกำหนดว่าโครงการไหนบ้างจะได้เงินทุน แต่การเคลื่อนไหวเมื่อเร็ว ๆ นี้ของรัฐบาลทรัมพ์มีทีท่าว่าจะทำลายความก้าวหน้าดังกล่าว

การสนับสนุนโครงการ “ถือพรหมจรรย์จนกระทั่งแต่งงาน” โดยรัฐบาลกลางภายใต้การบริหารของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เพิ่มขึ้นอย่างมาก และยังคงนโยบายแนวทางดังกล่าวไปจนถึงระดับรัฐและท้องถิ่นหลังเขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี

ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2014 จำนวนโรงเรียนที่บังคับเรียนเพศวิถีลดลงจากร้อยละ 67 เป็นร้อยละ 48  พอถึงปี 2014 โรงเรียนมัธยมต้นครึ่งหนึ่ง และโรงเรียนมัธยมปลายกว่าสามในสี่เน้นการสอนให้รักนวลสงวนตัว มีโรงเรียนมัธยมต้นเพียงหนึ่งในสี่และโรงเรียนมัธยมปลายแค่สามในห้าที่สอนเรื่องการคุมกำเนิด

เพศศึกษาที่เน้นเนื้อหาเพื่อให้งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์นั้นล้มเหลวในหลายมิติ ข้อแรก วิธีนี้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติมากขึ้น การพยายามชักชวนให้คนถือพรหมจรรย์จนกว่าจะแต่งงานทำได้ยากยิ่งขึ้นเพราะแนวโน้มอายุโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกสำหรับผู้หญิงอยู่ที่ต่ำกว่า 18 ปีเล็กน้อย และสำหรับผู้ชายอยู่ที่เกิน 18 ปีเล็กน้อย ส่วนอายุเฉลี่ยของการแต่งงานครั้งแรกอยู่สูงกว่านั้นมากคือ 26.5 ปีในผู้หญิง และ 29.8 ปีในผู้ชาย ช่องว่างนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป พร้อมกับการแพร่หลายของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

ข้อที่สอง ไม่มีหลักฐานว่าการศึกษาแบบเน้นให้รักนวลสงวนตัวส่งผลใดๆ ในปี 2007 มีการวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาประสิทธิภาพของวิชาเพศศึกษา งานชิ้นแรกเป็นการวิจัยอย่างเป็นระบบโดยโครงการป้องกันวัยรุ่นและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ไม่พบหลักฐานที่ดีพอจะสนับสนุนแนวคิดทำนองนี้ว่าสามารถชะลออายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือลดจำนวนคู่ที่วัยรุ่นแต่ละคนอาจมีได้

งานชิ้นที่สอง เป็นการวิเคราะห์แบบอภิมานโดยองค์กรความร่วมมือคอเครน ที่ดูการศึกษาโครงการที่ใช้วิธีงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น 13 โครงการด้วยกัน และพบว่าไม่มีโครงการใดแสดงว่ามีผลด้านต่าง ๆ รวมทั้งใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างถุงยางอนามัย งานชิ้นที่สามตีพิมพ์โดยแมธธะแมทิคา  องค์กรกลางด้านการวิจัย  ก็ไม่พบว่าโครงการที่ใช้วิธีงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์จะมีผลต่อการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นแต่อย่างใด

ในปี 2010 รัฐสภาสหรัฐก่อตั้งโครงการการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พร้อมนโยบายสนับสนุนทุนให้โครงการที่เหมาะกับอายุและโครงการที่อิงกับหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยชุมชนต่าง ๆ สามารถสมัครรับทุนได้โดยต้องใช้ในโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแบบอิงกับหลักฐานเท่านั้น หรือใช้ประเมินวิธีการใหม่ ๆ ที่มีแววและมีนวัตกรรม รัฐบาลเลือกองค์กรแมธธะแมทิคามาเป็นผู้ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระว่าโครงการใดบ้างที่อิงกับหลักฐาน โดยมีการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงในรายชื่อตลอดเวลา

ในบรรดาโครงการต่าง ๆ ที่มีกลุ่มโปรโมทว่าเน้นวิธีงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์  มีอยู่ 4 แห่งซึ่งองค์กรแมธธะแมทิคายืนยันว่ามีหลักฐานว่าประสบความสำเร็จ โครงการ Healthy Futures และ โครงการ Positive Potential ต่างมีงานวิจัยที่ละแห่งว่าแสดงผลลัพธ์หลากหลายในด้านลดกิจกรรมทางเพศ ส่วนโครงการ Heritage Keepers และโครงการ Promoting Health Among Teens (PHAT) ต่างก็มีงานวิจัยที่ละแห่งว่ามีผลทางบวกในการลดกิจกรรมทางเพศ

ต้องไม่ลืมว่ายังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าโครงการเน้นวิธีงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์เหล่านี้มีอิทธิพลสำคัญในด้านอื่น เช่น จำนวนคู่ที่วัยรุ่นคนหนึ่งจะมี การใช้เครื่องมือคุมกำเนิด โอกาสที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือแม้แต่การตั้งครรภ์ ยังมีโครงการอื่น ๆ ที่ครอบคลุมยิ่งกว่าอีกมากมาย (มากยิ่งกว่าแนวทางงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์จะครอบคลุมถึง) ในรายชื่อของโครงการป้องกันวัยรุ่นและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ที่ได้แสดงว่ามีผลต่อแง่มุมอื่น ๆ ของสุขภาพทางเพศ

ตั้งแต่เริ่มโครงการนี้มา อัตราการเกิดของแม่วัยรุ่นลดลงกว่าร้อยละ 40 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าต่ำเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐ ฯ และลดลงเร็วขึ้นอีกนับจากนั้น ยิ่งกว่าช่วงใด ๆ ก็ตามที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ หลายคนเชื่อว่าการใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพกว้างขวางขึ้นคือเหตุผลหลักในการลดลง แน่นอนว่าวิธีคุมกำเนิดไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบเน้นการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด

ในปี 2012 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค จัดทำงานวิเคราะห์แบบอภิมานสองชิ้น ชิ้นหนึ่งวิเคราะห์โครงการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียว 23 โครงการ อีกชิ้นหนึ่งวิเคราะห์โครงการเพศศึกษาแบบครอบคลุม 66 โครงการ ทั้งนี้โครงการแบบครอบคลุมช่วยลดกิจกรรมทางเพศ จำนวนคู่นอน ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และโรคติดต่อทางเพศ นอกจากนี้ ยังเพิ่มการใช้การป้องกัน (ถุงยางอนามัยและ/หรือยาคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมน ส่วนการติดตามผลของโครงการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่ามีการลดลงเฉพาะกิจกรรมทางเพศเท่านั้น แต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่อเนื่องและค่านัยสำคัญหายไปเมื่อคำนึงรูปแบบการศึกษาวิเคราะห์ที่ชัดเจนมากกว่า (การทดลองแบบสุ่มโดยใช้กลุ่มควบคุม)

ปี 2017  มีการตีพิมพ์งานทบทวนเอกสารงานวิจัยอย่างเป็นระบบ (ซึ่งมีมากเหลือเกิน) สรุปรายงาน 224 ชิ้น ของผลการทดลองแบบสุ่มโดยใช้กลุ่มควบคุม และพบว่าเพศศึกษาแบบรอบด้านช่วยพัฒนาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และผลลัพธ์ แต่โครงการที่เน้นให้รักนวลสงวนตัวไม่ได้ช่วยอะไร

พิจารณาจากหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมดแล้ว กล่าวได้ว่านี่คือความถดถอยอย่างไม่คาดคิด เมื่อรัฐบาลทรัมพ์เพิ่งยกเลิกการให้ทุน 81 โครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยกล่าวว่าทุนจะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 2018 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมสองปี การตัดสินใจดังกล่าวกระทำลงไปโดยไม่ได้ปรึกษารัฐสภาแต่อย่างใด

โครงการทั้ง 81 โครงการนี้มีแนวโน้มที่ดี และสามารถให้ข้อมูลกับเราเพิ่มได้อีก ดูเหมือนว่างานทั้งหมดที่ใช้ไปกับการสำรวจตรวจสอบว่าอะไรมีประสิทธิภาพและอะไรไม่มีจะสูญเปล่า เงินที่ลงทุนไปแล้วก็จะเสียเปล่าเช่นกัน

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นข่าวร้ายในอีกด้านด้วยเช่นกัน เพราะโครงการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดของรัฐบาลกลาง คือ ออกห่างจากแนวคิดแบบอุดมการณ์และเข้าหาแนวคิดที่อิงกับหลักฐานมากขึ้น แต่ก็ยังยอมให้วิธีการต่าง ๆ แม้กระทั่งการใช้วิธีงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวอยู่ร่วมกันได้

สมาคมเพื่อสุขภาพและเวชศาสตร์วัยรุ่น  เพิ่งออกรายงานหลักฐานที่ปรับปรุงใหม่และเอกสารแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ โดยโต้แย้งว่ามีเอกสารที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปมากมาย รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งระบุว่า “ด้วยเหตุที่บุคคลมีเสรีภาพที่จะ ‘แสวงหา  รับ และแจ้งข่าวรวมทั้งความคิดเห็นใด ๆ’ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตนด้วย” สมาคมอ้างว่าการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพทางเพศ “เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้สิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงมาตรฐานทางสุขภาพสูงสุดที่จะมีได้เป็นความจริงขึ้นมาได้” และกล่าวว่าการสอนเพศศึกษาที่เน้นให้ถือพรหมจรรย์จนกระทั่งแต่งงานเป็นเรื่องไร้จริยธรรม

แทนที่จะถกเถียงกันเรื่องเนื้อหาวิชาเพศศึกษา เราควรมองไปที่ผลมากกว่า สิ่งที่สำคัญคือการลดลงอย่างต่อเนื่องของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเรายังอยากเห็นวัยรุ่นมีการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและพฤติกรรมทางเพศของตนเองมากขึ้นด้วย

การงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในฐานะเป้าหมายสำคัญกว่าการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในฐานะสิ่งที่จะสอน เมื่อพิจารณาจากประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โครงการสุขภาวะทางเพศที่รอบด้านมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางจริยธรรม เหตุผลที่อิงกับหลักฐาน หรือเหตุผลในทางปฏิบัติ การเรียกร้องให้วัยรุ่นได้เรียนแต่เนื้อหาเพื่อถือพรหมจรรย์จนกระทั่งแต่งงาน ดูเหมือนภารกิจที่ผลักดันด้วยอุดมการณ์ที่ไม่มีทางสำเร็จได้

แอรอน อี. แคร์รอล

แปลและเรียบเรียงจาก https://www.nytimes.com/2017/08/22/upshot/sex-education-based-on-abstinence-theres-a-real-absence-of-evidence.html?mcubz=0&_r=0

print