ข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศต่อฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์  ผู้อำนวยการสร้างฮอลลีวูดที่โดนโจมตีหนักยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น คนก็ยิ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์แบ่งปันประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดของตนเอง เมื่อเรื่องอื้อฉาวแพร่ไปทั่ว นักแสดงสาวอลิสา มิลาโน ก็ออกคำขอร้องทางทวิตเตอร์ ให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อตอบกลับด้วยข้อความว่า “ฉันก็ด้วย” (me too) ถ้าหากพวกเขาเคยถูกล่วงละเมิดหรือคุกคาม คำขอเรียบง่ายดังกล่าวส่งผลตามมาด้วยเรื่องราวและข้อกล่าวหาใหม่ ๆ ทรงพลังมากมาย รวมถึงการเรียกร้องให้สนับสนุนผู้ที่กล้าก้าวออกมาเล่าเรื่องให้ฟัง

ก่อนที่แฮชแท็ก #MeToo จะเข้ายึดครองสื่อสังคมออนไลน์ ทารานา เบิร์ก นักกิจกรรมและผู้จัดอีเวนท์ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ Me Too (ฉันก็ด้วย) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการกับประสบการณ์ของตัวเองที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมาตั้งแต่ปี 2006 เมื่อผู้ชายและผู้หญิงเริ่มต้นแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นบาดแผลฝังลึกในใจ การรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องอาจช่วยกระตุ้นเยาวชนมากมายให้นึกสงสัยว่าจะเข้าไปมีส่วนกับบทสนทนาได้อย่างไร

เว็บไซต์ GOOD ได้คุยกับเบิร์กว่าโครงการรณรงค์ Me Too จะมีอะไรต่อไปอีก และพ่อแม่ ผู้ปกครองควรคุยกับเด็กเรื่องความรุนแรงทางเพศอย่างไร

เราจะเริ่มต้นพูดคุยเกี่ยวกับการล่วงละเมิดและความรุนแรงทางเพศกับเยาวชนอย่างไร เราควรเกริ่นนำด้วยการพูดถึงการสัมผัสและความยินยอมหรือเปล่า

เราต้องเริ่มต้นคุยเรื่องความยินยอมกับเด็ก ๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี ไม่ใช่แค่เรื่อง “การสัมผัสที่ดี การสัมผัสที่ไม่ดี” เท่านั้น  แต่ควรจะบอกพวกเขาว่า “เวลาอยู่ที่สนามเด็กเล่น ถ้าเมื่อไหร่หนูผลักหรือแตะต้องคนอื่นแล้วพวกเขาบอกว่าไม่ชอบ หนูต้องหยุดทันทีนะ” คุณสามารถใช้ภาษาแบบเดียวกับที่คุณใช้เพื่อช่วยกำหนดขอบเขตและกฎเกณฑ์ให้เยาวชน

“ฉันไม่เชื่อเรื่องการปฏิบัติกับเด็กเหมือนพวกเขาเป็นทารก”

จากประสบการณ์ของฉันที่มีต่อลูกสาว สิ่งที่ฉันทำพลาดคือพูดจาแบบอ้อมค้อม เมื่อฉันสงสัยว่าลูกเจอเรื่องความรุนแรงทางเพศมา ฉันเอาแต่ถามคำถามผิด ๆ ฉันเฝ้าแต่ถามว่า “มีใครทำอะไรลูกหรือเปล่า มีใครสัมผัสลูกตรงที่ไม่ควรหรือเปล่า”

แล้วลูกก็เอาแต่ตอบว่า “ไม่ค่ะ แม่” แต่ฉันรู้ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกคุณ พอฉันเปลี่ยนเรื่องสนทนาและเริ่มต้นพูดว่า “ฟังนะ ลูกก็รู้ว่าไม่มีทางที่แม่จะไม่รักลูก แค่เพราะว่าลูกทำอะไรลงไปหรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับอะไรบางอย่าง” การสนทนาเปลี่ยนไป ลูกฉันรู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมในสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเนื่องจากเธอทำลายกฎ

นั่นล่ะใช่เลย เราตั้งกฏให้วัยรุ่นพะเรอเกวียน เช่น อย่าให้ใครมานั่งตัก อย่าให้ใครมาแตะต้องของสงวน  แต่เราไม่ได้บอกว่าทำไม แล้วเราก็ไม่ได้พูดว่า “ถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ไม่ต้องกังวลนะ แค่มาบอกแม่ก็พอ ลูกไม่ได้ทำอะไรผิด” อย่างนี้แล้วลูกคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองเข้าไปมีส่วนในเรื่องไม่ถูกต้องเพราะแหกกฎ พวกเขาจะอับอายและรู้สึกกลัวด้วยซ้ำ ฉันคิดว่าเราต้องเริ่มต้นพูดคุยแต่เนิ่น ๆ และต้องชัดเจนเข้าไว้เพื่อให้พวกเขาสามารถรับมือได้

คุณหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่าตั้งแต่เนิ่น ๆ  พ่อแม่และผู้ดูแลควรจะเริ่มต้นปูพื้นให้เด็ก ๆ ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

ฉันบอกว่ายิ่งเร็วยิ่งดี เวลาไหนก็ตามที่พวกเขาเริ่มต้นรู้เรื่องอวัยวะสืบพันธุ์และอยู่ในช่วงขั้นตอนของการค้นพบ แต่คุณก็ต้องยกระดับการสนทนาด้วย คุณต้องประเมินระดับวุฒิภาวะของเด็กก่อน เมื่อเด็ก ๆ เริ่มต้นถามเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์และเรื่องที่ว่าเด็กทารกมาจากไหน นี่คือเวลาที่คุณต้องเริ่มหาวิธีสนทนาแล้ว

 แค่บอกว่าพ่อแม่ไม่ได้ปูพื้นฐานไว้ อาจเป็นเรื่องชวนกระอักกระอ่วนสุด ๆ และคุณไม่อยากคิดว่าลูกคุณจะตกเป็นเหยื่อ  และไม่ได้มีการสนทนาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความยินยอม เราจะพูดคุยกับพวกเขาอย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะไม่ถามคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายคนตระหนักอย่างมากถึงข่าว และช่วงหลัง ก็มีการพูดคุยเรื่องของฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์และการล่วงละเมิดทางเพศ

ฉันไม่เชื่อเรื่องการปฏิบัติต่อเด็ก เหมือนเป็นทารก ฉันรู้สึกเหมือนว่าถ้าเรื่องที่พูดคุยเป็นหัวข้อยอดนิยม ถ้าอย่างนั้นก็ให้ถามพวกเขาว่าเคยได้ยินเรื่องนี้หรือเปล่า ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการสนทนาและดูว่าพวกเขารู้อะไรบ้างและมีคำถามหรือเปล่า ฉันคิดว่าเราควรพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับลูก ๆ  พวกเด็ก ๆ จะมีคำถามถึงจะไม่ใช่ในตอนนั้นก็ตาม

ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเด็กมีคำถาม ขณะเดียวกันก็ให้ถามคำถามเด็กด้วยว่าพวกเขารู้อะไรและอยากรู้อะไรบ้าง

 อย่างที่คุณพูดถึงในการให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Democracy Now เรารู้ว่าผู้ล่าเหยื่อไม่ใช่มีแต่พวกคนมีชื่อเสียงเท่านั้น เรารู้ว่ามีคนที่ล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศผู้อื่นในทุกชุมชน และมีแนวโน้มมากยิ่งกว่านั้นว่า ลูกคุณอาจเจอะเจอเข้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันแย่ตรงที่เราต้องลองพยายามป้องกันพฤติกรรมของคนอื่น แต่ว่ามีเครื่องมืออะไรที่เราสามารถให้ลูกหลานติดตัวไว้เพื่อความปลอดภัยไหม นอกเหนือไปจากการบอกให้พวกเขารู้ว่าสามารถมาหาและมาคุยกับเรา

ฉันคิดว่าเราต้องดูให้แน่ใจว่าเด็กของเรามีแหล่งให้ความช่วยเหลือ ยกตัวอย่าง ถ้าเด็ก ไม่ต้องการคุยกับคุณ ก็ต้องมีใครสักคนที่ให้พวกเขาโทรหาได้ เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับ “ชุมชนต้องร่วมใจกัน” เป็นเรื่องจริง เราต้องมีคนอื่นนอกเหนือจากเราที่สามารถให้พื้นที่กับเด็ก ๆ ได้ ฉันคิดด้วยว่าเราต้องคุยเรื่องการป้องกันตัวเอง เช่น ถ้ามีคนพยายามมาคว้าตัวเด็กที่ถนน พวกเด็กควรตะโกนว่า “นี่ไม่ใช่แม่ของหนู” หรือเตะผ่าหมากพวกเขาแล้ววิ่งหนี แย่หน่อยตรงที่เราต้องคิดถึงความเป็นจริงว่าเด็กจะทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น แต่ปัญหาคือพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไร ฉันไม่อยากพูดให้ฟังดูเหมือนพวกกระต่ายตื่นตูมอะไรทำนองนั้น แต่คุณต้องเตรียมพร้อมสำหรับความจริงที่เด็กของเราต้องเผชิญ

ศูนย์บริการฉุกเฉินด้านการทำร้ายทางเพศในเซลมาบอกว่าฉันต้องผ่านขั้นตอนการส่งตัวจากตำรวจก่อนพวกเขาถึงจะช่วยได้

 ในส่วนของโครงการรณรงค์ Me Too คุณเริ่มใช้วลีที่ว่าและดำเนินการเคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อไหร่

ฉันเริ่มต้นใช้ข้อความ ‘me too’ ราวปี 2006 หรือ 2007 ตอนที่อยู่ในแอละแบมา ฉันกับเพื่อนเริ่มต้นโครงการรณรงค์ให้ผู้ที่รอดวิกฤติมาได้คุยกัน ในฐานะผู้ที่รอดพ้นมาได้ ฉันคิดว่าตัวเองต้องการอะไรตอนที่พยายามหาวิธีเยียวยาให้ได้  สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด คือ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ตอนที่ฉันไปหาแหล่งให้ความช่วยเหลือเพื่อช่วยผู้ที่รอดพ้นวิกฤติมาได้ซึ่งอายุยังน้อย ฉันหาไม่เจอเลยสักที่ ศูนย์บริการฉุกเฉินด้านการทำร้ายทางเพศในเซลมาบอกว่าต้องมีขั้นตอนการส่งตัวจากตำรวจก่อนถึงจะช่วยได้ น่าใจหายนะ ในฐานะคนที่ได้รับการฝึกอบรมมาให้เป็นผู้จัดการ ฉันรู้สึกเหมือนสามารถส่งต่อทักษะเหล่านี้ในการนำแหล่งให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นไปให้ชุมชน

เหตุผลที่ฉันใช้คำว่า ‘me too’ ก็เพราะต้องการให้กระชับได้ใจความ แต่สื่อสารเนื้อหาได้ทั่วถึง มันทรงพลังสำหรับฉันเพราะว่าเป็นตัวเริ่มบทสนทนา แต่ก็สามารถเป็นการสนทนาทั้งหมดได้ด้วย

 ตั้งแต่แฮ็ชแท็กเปิดตัว ก็มีคนแชร์เรื่องราว #MeToo นอกจากพูดว่า “ฉันเสียใจเหลือเกินที่เกิดเรื่องนี้กับคุณ” มีวิธีอื่นใดอีกไหมที่เราจะสามารถสนับสนุนคนที่ก้าวออกมาเล่าเรื่องราวของตนให้ผู้อื่นได้รับทราบ

เราต้องถามคนอื่นว่าเขาต้องการอะไร แต่ละคนต้องการสิ่งที่แตกต่างกันไป ก็เหมือนที่ฉันไม่บอกพวกเขาว่าการรักษาเป็นอย่างไรเพราะว่าฉันไม่ใช่คนตัดสินใจ วิธีการสนับสนุนคนอื่น คือ ถามว่าเขาต้องการอะไร บางครั้งก็ไม่ต้องการอะไรเลย แต่บางครั้ง การได้รับรู้ว่ามีความต้องการอยากที่จะทำอะไร ก็สามารถทำให้คนรู้สึกว่ามีคนเห็นหรือรับรู้ และนั่นอาจคือทั้งหมดที่เขาต้องการ ฉันคิดว่าคนเรารู้ว่าต้องการอะไร และคุณควรจะถาม

ฉันเห็นเรื่องราว #MeToo มากมายในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ของฉันและเพื่อน แต่ถ้าไม่มีเรื่อง #MeToo แล้ว บางทีอาจเป็นเรื่องแนวการคุกคามตามท้องถนน คุณจะไม่ได้มองเป็นเรื่องจริงจังอะไรนักหรือเปล่า

ฉันรู้สึกไม่ดีเวลาได้ยินคนพูดแบบนั้น  สำหรับฉันแล้วงานที่ฉันทำกับโครงการรณรงค์ Me Too เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศโดยเฉพาะ แต่ขอบเขตของความรุนแรงที่ขึ้นกับเพศสภาพนั้นกว้าง คนเราไม่ควรยอมปล่อยให้คนอื่นมาทำให้คุณอับอายจนต้องพูดว่าเรื่องของตนมันไม่สำคัญนัก ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรกับคุณ คนบางคนถูกคุกคามตามท้องถนนก็ปล่อยให้มันดำเนินต่อไป  คนอื่นก็ต้องเจอกับการคุกคามตามท้องถนน สิ่งนี้กัดกร่อนและทำลายจิตวิญญาณของพวกเขา นี่คือเรื่องจริง เราควรจะรับรู้และทำให้เห็นเด่นชัด

ระหว่างการติดแฮชแท็ก # และการรายงานในสื่อเกี่ยวกับโครงการรณรงค์ Me Too คุณเตรียมจะทำอะไรต่อ

ฉันกับลูกสาวกำลังทำสารคดีอยู่ซึ่งจะเน้นไปที่การเดินทางของเราเพื่อเยียวยารักษา ลักษณะของการเดินทางที่ว่า และสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้ไปถึงที่ที่จะเข้าถึงความสุข เพราะว่านั่นคือสิ่งที่ฉันคิดเอาไว้

 

ที่มา https://education.good.is/features/talking-me-too

print