จูเลียต เวเบอร์ ใช้เวลาสี่ปีติดตามแม่วัยรุ่นเพื่อถ่ายทอดเป็นชุดสารคดีเรื่อง “ฝันของโอชีนเรื่องงานและทางเลือกสำหรับลูกชาย” (Oshyn dreams of a career for herself and choices for her son) ซึ่งสารคดีชุดนี้เป็นโครงการของเวบไซต์ชื่อ “สนทนากับแม่วัยรุ่น”  เวบไซต์ที่รวมเรื่องเล่าจากวัยรุ่นที่ก้าวสู่ความเป็นแม่ ของนิวซีแลนด์ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความโดย  คริสตี้ จอห์สัน นักข่าวแนวสืบสวน

 

คิมอายุ 15 ตอนที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์

นักเรียนแห่งเมืองแมนูร์วาผู้นี้เป็นนักกีฬาเน็ตบอลดาวรุ่ง เธอฝันจะไปเล่นเกมชิงแชมป์ซิลเวอร์เฟิร์น เธอกำลังฝึกซ้อมกับทีมอยู่ตอนที่สังเกตเห็นว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง “ฉันกำลังวิ่ง แต่วิ่งได้ช้า ไม่เร็วเท่าที่คิดว่าเคยทำได้” เธอว่า “แล้วฉันก็ไปห้องน้ำ ทดสอบการตั้งครรภ์ ปรากฏว่าผลเป็นบวก วันรุ่งขึ้น ฉันจึงไปหาพยาบาล เธอทดสอบอีกครั้ง ผลเป็นบวกเหมือนเดิม นั่นคือตอนที่ฉันต้องตัดสินใจ”

คิมกลัวมาก ทั้งในส่วนของตัวเองและกลัวว่าพ่อแม่จะคิดอย่างไร เธอวางแผนจะยุติการตั้งครรภ์ เพราะคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดตอนนั้น “ฉันไม่พร้อม แฟนฉันก็ไม่พร้อม มันเหมือนเพิ่งถูกรถบรรทุกชน รับมือได้ยากเลยทีเดียว” เธอบอก“แต่พอพวกเขาเริ่มไล่เรียงแผนการ ต้องทำแท้งอย่างไรและอะไรต่าง ๆ มันก็จบลงแค่นั้น ฉันทำไม่ได้”

ทุกปีในนิวซีแลนด์ มีเด็กสาวราว 2500 คนกลายเป็นแม่วัยใส โดยที่ตัวเองยังแทบจะไม่พ้นวัยเด็กด้วยซ้ำ แต่ถูกบีบให้ต้องรีบเติบโต มากกว่าครึ่งหนึ่งของแม่วัยใสในนิวซีแลนด์อาศัยอยู่ในย่านยากจนที่สุดของประเทศ นอกจากต้องเผชิญหน้ากับภาวะความเป็นแม่ที่ใกล้เข้ามาแล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกมากมายที่ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงการสนับสนุนด้านต่างๆ เช่น ด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และการดูแลสุขภาพ พวกเธอยังถูกทำให้อาย โดยกระทรวงการคลังเรียกสภาวะของพวกเธอว่า “ทางเลือกชีวิตที่ย่ำแย่” นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของความโกรธเกรี้ยวทางศีลธรรม ในทุกครั้งที่เรื่องอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่สูงของนิวซีแลนด์กลายเป็นพาดหัวข่าว

“การเป็นแม่วัยรุ่นเป็นเรื่องหนักหนาอย่างเหลือเชื่อ การตั้งครรภ์ทั้งที่อายุน้อยกลายเป็นตราบาปตั้งแต่แรกเริ่ม” ซินนามอน วิทล็อค บอก เธอเป็นผู้อำนวยการองค์กร Thrive Teen Parent Support Trust “ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่แม่วัยรุ่นบางคนจะเอาชนะเรื่องนั้นได้ แม้หลังคลอดแล้ว ฉันไม่คิดว่าสาธารณชนจะรู้ว่ามันหนักหนาขนาดไหน”

บทความนี้จะพาไปสำรวจความลำบากบางส่วนที่แม่วัยใสต้องเผชิญ และยังเป็นหัวข้อในสารคดีแนวอินเตอร์แอ็กทีฟเรื่องใหม่ “บทสนทนากับคุณแม่วัยใส”  ฝีมือนักทำหนังอย่างจูเลียต เวเบอร์ เรื่องราวของแม่วัยใสที่รวมอยู่ในนี้มาจากโครงการของเธอ

“ฉันนึกว่าฉันยังไปโรงเรียนได้โดยที่ตั้งท้อง เมื่อน้ำเดิน ก็แค่ไปคลอดที่โรงพยาบาล แต่พอเอาเข้าจริง ไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น” คานุ แม่วยรุ่น เธอตั้งท้องตอนอายุ 15
ความขาดแคลนทางเลือกและโอกาส

สาเหตุของการที่นิวซีแลนด์มีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูงนั้นไม่ชัดเจน ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ช่วงที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2008 ก็ยังมีวัยรุ่นตั้งครรภ์ในนิวซีแลนด์มากกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกันเช่นแคนาดาหรือออสเตรเลียอยู่ดี  โดยเป็นรองก็เพียงแค่สหรัฐฯ และใกล้เคียงกับสหราชอาณาจักร

ปีที่แล้ว มีเด็กวัยรุ่น 16 คนจากทุก 1000 คนคลอดลูก โดยเกินครึ่งในนั้นอยู่ในแถบที่ยากจนที่สุด ผู้เชี่ยวชาญหลายรายอ้างเหตุผลว่าอย่างน้อยการตั้งครรภ์หลายกรณีในจำนวนนี้เป็นเพราะขาดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี

ในปี 2016 มีรายงานจากศูนย์วิจัยสุขภาพสตรี ที่มหาวิทยาลัยโอทาโกพบว่า อุปสรรคสำคัญสองประการของการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับแม่วัยใสชาวเมารี (ซึ่งมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ในแถบยากจน) คือการขาดความรู้ว่าจะเข้าถึงบริการอย่างไร และขาดหนทางไปรับบริการ รายงานระบุว่าโครงสร้างดังกล่าว “บั่นทอนกำลังใจ” หญิงสาว จากนั้นก็โทษพวกเธอว่าไม่ไปรับบริการ

แจ็คกี เอ็ดมอนด์ ผู้อำนวยการองค์กร Family Planning New Zealand กล่าวว่าจากผลการศึกษาในต่างประเทศจะเห็นได้ชัดเจนว่า พื้นที่ไหนยิ่งยากจน บริการและข้อมูลทางสุขภาพที่เข้าถึงได้ก็จะยิ่งมีน้อยลง

“การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไม่ได้ต่างจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ” เอ็ดมอนด์บอก “แต่ทางเลือกและโอกาสแตกต่างออกไปสำหรับหญิงสาวที่อยู่ในกลุ่มนั้น”

แม้ตอนนี้การคุมกำเนิดแบบระยะยาวจะได้รับเงินสนับสนุน  แต่เอ็ดมอนด์บอกว่าอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ปลอดภัยและการคุมกำเนิดก็เป็นปัญหาเช่นกัน เชื่อมโยงกับการเรียนการสอนเพศศึกษาแบบกระท่อนกระแท่นในโรงเรียน

“ตอนนี้เรื่องเพศวิถีอยู่ในหลักสูตร แต่ยังคงไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่” เธอพูด “และเราก็ยังไม่สามารถพูดเรื่องเพศได้โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง นิวซีแลนด์มองว่าตัวเองเป็นเสรีนิยม แต่ในแถบนี้ส่วนใหญ่เรายังไม่ก้าวหน้าขนาดนั้น”

แจน โลกี้ โฆษกฝ่ายงานด้านสตรีของพรรคกรีนบอกว่า จากประสบการณ์การทำงานกับเยาวชนของเธอ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสามารถเชื่อมโยงกับความยากจนได้ เพราะผลกระทบที่มีต่อสุขภาพจิต “บางคนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีค่าน้อย และมองไม่หนทางของตัวเองในสังคม ดังนั้น พวกเขาจึงมีต้นทุนไม่พอในการยับยั้งหรือประเมินสิทธิที่ตัวเองมีต่อเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยมากกว่า” เธอกล่าว “ความยากจน ความหดหู่ ความสิ้นหวัง พวกเธอไม่ได้อยู่ในที่ที่ใส่ใจกับการคุมกำเนิด”

โลกี้กล่าวว่าขณะเดียวกัน หญิงสาวบางคนก็อยากมีบทบาทที่มีความหมายในสังคม และหวังว่าการได้เป็นแม่จะทำให้มีส่วนร่วมได้ “บ่อยครั้งที่แนวคิดนี้ถูกตีความไปเสียอีกทางหนึ่งโดยคนที่กล่าวหาว่าพวกเธอมีลูกเพื่อจะได้รับสวัสดิการ นั่นเป็นความเชื่อผิด ๆ และวิธีการน่ารังเกียจที่พยายามใช้ควบคุมพฤติกรรมทางเพศของหญิงสาว” เธอว่า “การเป็นพ่อแม่อายุน้อยสามารถกลายเป็นเรื่องเชิงบวกได้ ถ้าทุกคนช่วยสนับสนุน”

แอนนิกาท้องตอนอายุ 15 เธออยู่ในจุดตกต่ำในชีวิต

“ฉันหดหู่มาก และเกลียดตัวเองยิ่งกว่าเคย และควบคุมอะไรไม่ได้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน” เธอบอก แต่การสนับสนุนจากพ่อแม่ ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับแม่ของเธอขึ้นมาได้และทำให้เธอมีเป้าหมาย “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลวเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด ปกติแล้วฉันเป็นคนที่มุ่งมั่นและมีแรงผลักดันสูง ฉันอยากพิสูจน์ว่าทุกคนคิดผิด” เธอว่า “ญาติ ๆ ของฉันสยองมาก พวกเขาคิดว่าฉันล้มเหลวและฉันก็คงเป็นแค่ผู้หญิงอีกคนในกลุ่มสถิติ แต่ฉันมุ่งมั่นที่จะเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ เป็นแม่วัยใสที่มีชีวิตผ่านพ้นมาได้และพบกับความสำเร็จจริง ๆ  และทำได้ดีในการเป็นแม่ที่ดีที่สุด เป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุด และเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาดูดีและมีสุขภาพดี”

“ก่อนหน้านี้ ฉันใช้เงินซื้อทุกอย่าง มีอุปกณ์ต่างๆ มากมายด้วยวิธีผ่อน แต่พอไม่มีเงินจ่ายต่อ ของก็ถูกยึด ดอกเบี้ยก็พอกขึ้น ทุกวันนี้ ฉันเลยต้องทำงานเช้าจรดเย็นจันทร์ถึงศุกร์เพื่อหาเงินมาผ่อนหนี้ที่ทำไว้ จนไม่มีเวลาอยู่กับลูกสาว” บิลลี่ แม่วัยรุ่นตั้งท้องตอนอายุ 15
ถ้าไม่มีครอบครัวคอยช่วยเหลือ ฉันคงไม่รอด

แม้จะมีความตั้งใจดีและการสนับสนุนที่ดีที่สุด การเป็นพ่อแม่วัยรุ่นก็ยังเป็นแรงกดดันหนักหนาสำหรับหนุ่มสาว ระบบสนับสนุนนั้นมีขั้นตอนซับซ้อนเกินไป รายได้มักไม่พอ และบริการด้านสุขภาพจิตก็หาได้ยาก

ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตอนนี้มีหน่วยงานบริการพ่อแม่วัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จมาก (ซึ่งรวมถึงศูนย์เด็กเล็กสำหรับลูก ๆ ด้วย) ในโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่น แต่การหาบริการดูแลเด็กนอกเวลาเรียนนั้นยากมาก หมายความว่าต้องลดเวลากิจกรรมนอกหลักสูตรทุกอย่างไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ยากที่สุดคือการหาที่พัก โดยเฉพาะในโอ๊คแลนด์ แอนนิกา ซึ่งตอนนี้มีลูกสาวสองคนแล้ว กล่าวว่าเป็นสถานการณ์ที่สิ้นหวังเหลือเกิน “ถ้าไม่มีครอบครัวคอยช่วยเหลือ ฉันคงไม่รอด ตอนนี้เราอาจเป็นคนจรไปแล้ว หรือไม่ก็ต้องอยู่ในห้องหนึ่งของบ้านของครอบครัว”

“ตอนนี้มันเป็นการอยู่ไปอาทิตย์ต่ออาทิตย์จริง ๆ ยากลำบากมาก ความเครียดทางการเงินเป็นตัวแปรหลักในชีวิตของคนจำนวนมากเลย มันทำให้ฉันหนักใจอยู่ทุกวัน” เปรียบเทียบกันแล้ว ถือว่าแอนนิก้าอยู่ในกลุ่มที่โชคดี แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าไม่มีวันมีบ้านของตัวเอง เธอกับลูก ๆ ก็ยังมีบ้านอยู่

บิฟฟ์ วัดเดิล ประธานสมาพันธ์ Teen Parent Schools in New Zealand กล่าวว่าแม่วัยใสจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านที่แออัดกับครอบครัวอื่น หรืออยู่ในที่พักที่ไม่เหมาะสม “ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งคือการมีที่พักที่ปลอดภัยหรือบ้านที่ดีต่อสุขภาพ ในตอนนี้ เรามีเด็กสาวคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างบ้านของแก๊งอันธพาล และเธอก็อยู่คนเดียว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว” เธอพูด “ต้องคำนึงให้รอบคอบกว่านี้เวลาหาที่พัก พวกเขาจะไปพักที่ไหน ดีต่อสุขภาพไหม มีรั้วรอบขอบชิดหรือเปล่า ปลอดภัยหรือไม่”

วัดเดิลกล่าวว่าการนำบริการเยาวชนเฉพาะทางเข้ามาช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น แม่วัยใสไม่ต้องไปต่อคิวที่สำนักงานจัดหางานและรายได้ (Work and Income Office) อีกแล้ว นอกจากนี้ยังมีการตระหนักถึงสิ่งที่พวกเธอต้องการมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการบางส่วน เช่น เงินสนับสนุนการดูแลเด็กมีขั้นตอนซับซ้อนล่าช้าเป็นอย่างมาก รวมทั้งชวนให้เกิดความสับสนและมีการใช้อย่างไม่ต่อเนื่องด้วย แม่วัยใสบางคนที่หน่วยงานบริการพ่อแม่วัยรุ่นถูกปฏิเสธการช่วยเหลือดูแลเด็กเป็นพิเศษเพราะมีคู่รัก เพราะคาดหวังว่าคู่รักจะเป็นคนช่วยดูแลเด็ก

บางกรณี พ่อแม่วัยรุ่นกำลังคบกันจึงไม่ได้รับเงินสนับสนุนด้านการเดินทางไปโรงเรียน ดังนั้น คู่ของตนจึงทำให้รู้สึกท้อใจและไม่อยากเข้าร่วม สมาพันธ์แห่งชาติของหน่วยงานบริการพ่อแม่วัยรุ่นส่งจดหมายถึงรัฐบาล โดยเสนอข้อโต้แย้งว่าการตัดสินใจประเภทนี้ทำให้เกิดแรงกดดันสูงต่อความสัมพันธ์

“ดูเหมือนว่านโยบายนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงระยะยาวของความสัมพันธ์ระหว่างคู่หนุ่มสาว และมีอิทธิพลต่อการเลือกของพวกเขา” สมาพันธ์กล่าว  “หญิงสาวอาจพบว่าตัวเองถูกลดทอนอำนาจเพราะต้องพึ่งพาทางการเงินจากชายหนุ่ม ผู้อาจไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่พ่อเด็ก”

บางครั้ง แม้แต่การเข้าถึงระบบสวัสดิการก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะความคาดหวังที่ปฏิบัติไม่ได้จริง ซินนามอน วิทล็อค ผู้อำนวยการองค์กร Thrive Teen Parent Support Trust กล่าวว่าหนึ่งในหน้าที่หลักของพวกเธอคือช่วยให้หนุ่มสาวมีบัตรประจำตัวของทางการ

“การเข้าถึงทุนจากสำนักงานจัดหางานและรายได้ (Work and Income Office) ต้องมีบัตรประจำตัว พวกเขาไม่มีใบขับขี่ เลยต้องเลือกทำบัตร 18+ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 33 เหรียญ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมีเงิน 33 เหรียญ” เธอบอก “แม้แต่เมื่อมีลูกแล้ว ก่อนจะได้เงินช่วยเหลือผู้ปกครอง (parent payment) ก็ต้องแสดงใบเกิด ซึ่งมีค่าทำอย่างน้อย ๆ  50 เหรียญ พวกเขาไม่มีเงินหรอก ไร้เหตุผลสิ้นดี”

สุดท้าย พ่อแม่บางคนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินเพิ่ม โดยขาดความเข้าใจถึงผลที่ตามมา หลายครั้งแม่วัยใสเกิดปัญหาหนี้จากค่าปรับ (มักเกิดขึ้นเนื่องจากพวกเธอไม่มีใบอนุญาต) หรือการผ่อนจ่ายที่เกิดบานปลาย “รถขายของ” เคลื่อนที่ ที่หาเหยื่อจน ๆ แล้วคิดดอกเบี้ยแพง ๆ ก็เป็นปัญหามาก

สำหรับบิลลี่ผู้ตั้งท้องตอนอายุ 15 เช่นกัน ความเดือดร้อนของเธอมาจากโรงรับจำนำ เธอจะเอาโทรศัพท์หรือของอื่น ๆ ที่ซื้อเงินผ่อนไปจำนำ แล้วก็ไม่สามารถไปไถ่คืนมาได้ ตอนนี้เธอเพิ่งอายุแค่ 21 แต่มีหนี้ 30,000 เหรียญแล้ว

“ฉันคิดแค่ว่าถ้าลงชื่อในเอกสารนี้ ฉันก็จะได้ของนี่มา แต่พอสามปีให้หลัง ดอกเบี้ยก็งอกขึ้นเรื่อย ๆ มันเข้ามามีอิทธิพลเหนือชีวิตฉัน ค่อนข้างมากด้วย” เธอว่า  “ตอนนี้ฉันต้องแก้ไข… เพราะฉันทำตัวเองให้ตกอยู่ในความยุ่งยากมหาศาลที่ฉันต้องพยายามแก้ไข”

“ฉันออกจากโรงเรียนตั้งแต่สิบขวบ ไม่เคยชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบพ่อแม่ ชอบสังสรรค์เฮฮา เป็นคนอยากทำอะไรก็ทำ ตอนแรกที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง ฉันก็ไม่อยากเก็บลูกไว้ เพราะรู้ว่าตัวเองเลี้ยงไม่ไหว แต่พอไปทำสแกน ได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้น ฉันเปลี่ยนใจและคิดว่าตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่แล้ว” เดน่า ตั้งท้องตอนอายุ 15
แง่บวกมากกว่าเดิม

เมลิสซา วิวิเอร์ นักจิตวิทยากล่าวว่าการตัดสินใจที่ไม่ดีและขาดการควบคุมแรงกระตุ้นเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมองวัยรุ่นที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และวัยรุ่นก็ยังมีแนวโน้มจะถูกครอบงำได้ง่าย เศร้าหรือโกรธโดยไม่มีเหตุผล เธอกล่าวว่าพ่อแม่มือใหม่ทุกคนเห็นว่าการมีลูกเป็นเรื่องลำบาก สิ่งเดียวกันนี้ก็จะถือเป็นเรื่องยากเป็นพิเศษในระดับจิตใจและอารมณ์ของวัยรุ่น

นอกจากนั้น คนที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยมีแนวโน้มเคยเจอ “ปัจจัยเสี่ยง” อื่น ๆ ด้วย เช่น เติบโตมาอย่างยากจนหรือมีความรุนแรงในครอบครัว “ไม่ใช่ทุกกรณี แต่ปกติพ่อแม่วัยรุ่นทั่วไปจะเคยมีประสบการณ์การเลี้ยงดูในด้านลบอย่างมาก ก่อนกลายมาเป็นพ่อแม่เสียเอง” เธอบอก “การมีลูกของตัวเองอาจดึงความคิดและอารมณ์มากมายออกมาได้  “แม้ในเวลาที่ดี ๆ อยู่ ความคิดและอารมณ์เหล่านี้ก็รับมือยากอยู่แล้ว ลองคิดดูว่าในช่วงที่ไม่ได้นอนเต็มอิ่ม รู้สึกว่าไร้ความสามารถ เงินขาดมือ มีปัญหาในความสัมพันธ์ใกล้ชิด และที่อยู่อาศัยไม่ดีพอ… เรื่องทั้งหลายทั้งปวงก็จะกลายเป็นเรื่องเกินทน”

โชคดีที่ตอนนี้หญิงสาวมากมายสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือที่หน่วยบริการพ่อแม่วัยรุ่น ซึ่งไม่ใช่แค่สอนการเลี้ยงดูลูกและจัดสรรงบประมาณไปพร้อมกับวิชาเรียนปกติเท่านั้น แต่ยังยอมให้มืออาชีพที่จ้างมาดูแลเด็กระหว่างที่แม่เรียนด้วย

ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าแม่วัยรุ่นที่เรียนในหน่วยบริการลักษณะนี้มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่า และได้ประกาศนียบัตรระดับชาติในความสำเร็จทางการศึกษา (National Certificate of Educational Achievement –NCEA) มากกว่าคนที่ไม่เรียน พวกเขายังมีแนวโน้มจะลาออกน้อยกว่านักเรียนในเขตที่เป็นชนบทกว่าด้วย สำหรับหญิงสาวบางคน การมีลูกถึงกับเป็นแรงจูงใจให้ใส่ใจการศึกษาเสียที

ดร. เลโอนี พิฮามาเขียนไว้ในรายงานการสำรวจเบื้องต้นปี 2011 ว่าด้วยการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นชาวเมารี ว่า แม้การตั้งท้องในวัยรุ่นมักถูกมองในทางลบ แต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกให้ชีวิตได้ เช่น เลิกยาเสพติด เพิ่มความนับถือตัวเองและความสุขในการเป็นแม่

“การทุ่มเทให้การศึกษามักจะถูกถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแม่วัยรุ่น แต่พวกเธอก็ไม่ได้มองเห็นเรื่องนี้ชัดเจนเสมอไป จนกระทั่งมีลูกของตัวเอง” ผลการวิจัยว่าไว้ “โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งที่การวิจัยนี้ช่วยเพิ่มเติมให้เอกสารที่มีอยู่แล้ว คือหลักฐานว่ามีโอกาสที่จะมองการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นบวกมากขึ้น”

ดร. พิฮามา กล่าวว่านี่ไม่ใช่การส่งเสริมให้วัยรุ่นตั้งครรภ์  “ที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับการคิดถึงศักยภาพที่การตั้งครรภ์ในลักษณะนี้ทำให้เกิดขึ้นทั้งต่อตัวบุคคลและชุมชน เพื่อขยายการมีส่วนช่วยสนับสนุนของเราให้สนับสนุนพัฒนาการของครอบครัวในทางบวกด้วย”

สำหรับคิม นักเน็ตบอลผู้ตั้งครรภ์ตอนอายุ 15 ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอมีลูก รวมถึงความคาดหวังของเธอเองด้วย ตอนแรกเธอคิดว่าจะสามารถฝึกซ้อมควบคู่ไปด้วยได้ แต่เมื่อคลอดลูกจริง ๆ ก็พบว่าเวลาไม่อยู่ข้างเธอ แค่เรียนหนังสือและเลี้ยงลูกชาย ก็แทบไม่เหลือเวลาให้ทำอะไรอื่นแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เลือก

“ลูกมีคุณค่าคุ้มกับเวลาทุกนาที”

 

แปลและเรียบเรียงจาก http://www.nzherald.co.nz/nz/news/article.cfm?c_id=1&objectid=11906751

print