“ไม่ต้องทำอะไรมากมายนักหรอก แค่วางอุปกรณ์มือถือทั้งหลายลงสักครู่ แล้วถามว่า ‘เป็นไงบ้าง’” นั่นคือเป้าหมายของโครงการ “คุยกันเถอะ”

โครงการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใหญ่พูดคุยกับเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องที่คุยได้ยาก เช่น การฆ่าตัวตาย และยาเสพติด พร้อมกับเน้นย้ำความแข็งแกร่งและการสนับสนุนเชิงบวก  โดยไมเคิล เชินโฮเฟอร์ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของคณะกรรมการการบริการด้านสุขภาพและการบำบัดฟื้นฟูจิตใจ พูดถึงการเข้าหาเด็ก ๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้อาจชวนให้ใจแป้ว แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ใหญ่ต้องฝึกฝนทักษะในการพูดคุยกับเด็กๆ

“ถ้าคุณไม่คุยกับเด็ก ๆไม่ให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ในเวลาอย่างเช่นอยู่ในรถ ดูกีฬา หรือนั่งกินข้าวด้วยกัน ถือว่าคุณทำให้พวกเขามีความเสี่ยง เพราะพวกเขากำลังลอยเข้าไปสู่โลกที่ยังไม่พร้อมรับทั้งในด้านจิตใจและอารมณ์” ไมเคิล เชินโฮเฟอร์บอก “ไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก แค่วางอุปกรณ์มือถือทั้งหลายลง แล้วเอ่ยปากถามอย่างจริงจังว่า ‘เป็นไงบ้าง’”

แนวคิดเรื่องการพูดคุยกับเด็กๆ อาจดูเป็นเรื่องง่าย ผู้ปกครองบางรายอาจบอกว่าตัวเองพูดคุยกับเด็กตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ว่าการสื่อสารต่อหน้าไม่ใช่แนวคิดที่พบได้ทั่วไปอย่างที่เคยเป็น จาก การสำรวจโดยศูนย์วิจัยพิว ระบุว่าจากการสำรวจในปี 2015 วัยรุ่นร้อยละ 73 มีสมาร์ทโฟน  ในจำนวนนี้ร้อยละ 58ใช้ส่งข้อความเป็นวิธีหลักในการติดต่อเพื่อนสนิท ขณะที่เทคโนโลยีมือถือแบบนี้ช่วยให้คนหนุ่มสาว “เชื่อมโยง” มากกว่าเดิมผ่านโซเชียลมีเดียและโซเชียลเน็ทเวิร์ค  เชินโฮเฟอร์เชื่อว่าการเชื่อมต่อเสมือนนี้กำลังมาแทนที่การมีปฏิสัมพันธ์ตัวต่อตัวแบบซึ่งๆ หน้าซึ่งเป็นส่วนจำเป็นของพัฒนาการมนุษย์

“หนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหามากมายที่เราพบในเด็กมีปัญหายาเสพติด ฆ่าตัวตาย และแม้แต่ใช้ความรุนแรงคือเราไม่ได้มีสัมพันธ์ต่อกันและกัน” เขากล่าว “เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมีปฏิสัมพันธ์อย่างมนุษย์ มีผลการวิจัยมากมายบอกว่าสมองเราพัฒนาด้วยการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น”เชินโฮเฟอร์ระบุว่าสมองมนุษย์ไม่อาจพัฒนาได้เต็มที่โดยปราศจากปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับมนุษย์ โดยเฉพาะปฏิสัมพันธ์ทางบวก

“ส่วนหนึ่งของปัญหาการเสพติดเป็นเพราะเราเอาความสุขและความพึงพอใจจากปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ไปแลกกับความรู้สึกเคลิบเคลิ้มจากการดื่มหรือเสพยา” เขาบอก “คุณรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจนเริ่มสิ้นหวัง แล้วความสิ้นหวังที่ว่าก็ชวนให้คิดเรื่องฆ่าตัวตาย หรือนำไปสู่การฆ่าตัวตาย”

สาธารณสุขรัฐโอโฮโอรายงานว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดมากขึ้นเรื่อย ๆ จาก 3,050 ราย ในปี 2015 เป็น 4,050 ราย ในปี 2016 และรายงานของหน่วยงานเดียวกันแสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวเฉลี่ยปีละ 187 คนฆ่าตัวตายในรัฐนี้ระหว่างปี 2012 ถึง 2014

เชินโฮเฟอร์จึงหวังว่าการบ่มเพาะปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับคนหนุ่มสาวแต่เนิ่น ๆ  จะทำให้เด็กในแถบนี้มีแนวโน้มที่จะนึกถึงกิจกรรมเลวร้ายข้างต้นน้อยลง ผลการสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ของแผนประเมินสาธารณสุขแห่งอัลเลน เคาน์ตี ยืนยันว่าเยาวชนร้อยละ 73 บอกว่าไม่ใช้ยาเสพติดเพราะกลัวจะทำให้พ่อแม่ไม่พอใจ

“สิ่งสุดท้ายที่เราอยากเห็นคือมีคนเข้ารับการรักษามากขึ้นเรื่อย ๆ ” เขากล่าว “แต่สิ่งที่เราต้องการมากกว่าคือมีคนรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ  คนที่มีชีวิตเต็มที่และมีประสิทธิผลซึ่งสามารถเข้าทำงานที่มีที่นี่ได้”

เนื้อหาหลักของโครงการรณรงค์ “มาคุยกัน” จึงเป็นการเน้นย้ำเสริมพลังให้เด็ก ๆ พร้อมกับให้ผู้ใหญ่ทำตัวเปิดเผยและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดและการฆ่าตัวตาย โดยผู้ใหญ่จะได้รับการส่งเสริมให้ “รับฟังแบบเพื่อน และตอบสนองแบบพ่อแม่” โดยโครงการนี้แนะนำให้เริ่มการพูดคุยตั้งแต่เด็กยังอายุน้อย ประมาณ 3 ขวบก็เริ่มได้แล้ว อย่างไรก็ดี คำถามถึงเชินโฮเฟอร์และผู้ดำเนินการโครงการรายอื่นๆ ยังมีอยู่ว่าจะส่งสารที่ว่านี้ออกไปอย่างไร

“เรามีเป้าหมายใหญ่อยู่ 3 ข้อ” เชินโฮเฟอร์บอก “เราอยากเข้าถึงทุกโรงเรียนในเขตที่รับผิดชอบ  เข้าถึงธุรกิจและโบสถ์ ที่สำคัญคือคุณเรียกประชุมพิเศษไม่ได้ คุณต้องทำเมื่อพ่อแม่มาอยู่ด้วยกัน”

บริษัท โมโด มีเดีย ออฟ ลิมา ถูกดึงตัวมาเมื่อสองปีก่อนเพื่อช่วยสร้างสารที่ต้องการจะสื่อและวิธีใหม่ ๆ ในการบอกต่อ โคดี้ ริดนาวร์ เจ้าของบริษัท ฯ บอกว่าเป้าหมายคือทำให้ข่าวสารเข้าถึงและนำไปปฏิบัติได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เราได้พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่พ่อแม่ทำความเข้าใจได้ง่าย” เขาอธิบาย “เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมากจริง ๆ  มีพ่อแม่มากมายไม่กล้าคุยถึงเรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นการทำให้โครงการรณรงค์ดังกล่าวสามารถสื่อสารกับคนทุกเพศทุกวัยได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

การรณรงค์ทางสื่อประกอบด้วยวิดีทัศน์ยาวแปดนาทีซึ่งสรุปความสำคัญของการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเด็กและวัยรุ่น มีการนำเสนอละครตัวอย่างให้เห็นว่าจะบ่มเพาะการสนทนาเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านทางปฏิสัมพันธ์ประจำวันได้อย่างไร

“ลูก ๆ อาจเห็นอะไรสักอย่างในทีวีแล้วเอามาถามคุณ เป็นหน้าที่ของคุณแล้วที่จะเปิดใจและเริ่มการสนทนา” ริดนาวร์บอก “อย่าบอกปัดว่า ‘ไว้คุยกันวันหลังนะ’ เราทำวิดีทัศน์ขนาดสั้นชุดหนึ่ง แนะวิธีคุยกับเด็กๆ ในกลุ่มอายุต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้การสนทนาดำเนินไป”

โรงเรียนหลายแห่งในอัลเลน, อ็อกเลซ และฮาร์ดิน เคาน์ตี ตกลงเข้ามามีส่วนร่วม ซารา เดรินเจอร์ นักจิตวิทยาของโรงเรียนในเมืองเซนต์ แมรีส์  เริ่มฉายวิดีทัศน์เหล่านี้และจะแบ่งปันแนวคิดนี้กับผู้ปกครองหลังจากทหใ้บุคลากรในโรงเรียนเห็นความสำคัญร่วมกันแล้ว

“เราฉายให้บุคลากรทั้งหมดที่เมืองเซนต์ แมรีส์ ดู เพื่อให้พวกครูตระหนักว่ามีโครงการนี้” เธอว่า “ฉันชอบนะ เพราะหลายครั้งเลยที่พวกครูต้องโทรแจ้งผู้ปกครองถึงเรื่องไม่ดีที่พวกเด็ก ๆ ทำ เครื่องมือที่เป็นวิดิโอนี้ทำให้ครูมีตัวช่วย ถ้าพวกเขาเห็นว่านักเรียนกำลังมีปัญหา ก็สามารถโทรหาผู้ปกครองและบอกเรื่องดี ๆ ได้ และย้ายการสนทนาจากโรงเรียนไปยังบ้าน”

ริชาร์ด ดัคกิน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาของโรงเรียนในเขตเมืองบาธ กล่าวว่า เดล เลเวลลิน ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขาคือผู้นำโครงการนี้เข้ามา และเขาก็เฝ้ารอจะส่งข่าวสารนี้ออกไปให้ผู้ปกครอง “เราฉายวิดีทัศน์ให้บุคลากรของเราดู” เขาบอก “นอกจากนั้น เราจะเปิดโอกาสให้ที่โรงเรียน พ่อแม่จะได้รับใบปลิวหรือมีโอกาสดูวิดีทัศน์ ซึ่งอาจจะเป็นในการประชุมครูผู้ปกครองก็ได้ เรายังจะเอาขึ้นเว็บไซต์และแชร์ในเฟซบุครวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ด้วย”

 

ที่มา http://www.limaohio.com/news/260217/public-service-campaign-aims-to-combat-drugs-suicide-among-children

print