ในปีนี้ (2017) หลายรัฐในแคนาดาเริ่มออกกฎหมายกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาต้องนำนโยบายว่าด้วยความรุนแรงทางเพศเป็นการเฉพาะมาบังคับใช้เพื่อให้กระบวนการรายงานมีความโปร่งใส

เมื่อเจ็น ชูการ์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยคาร์ลตันในเดือนสิงหาคม 2016 บุคลากรที่นั่นได้พัฒนานโยบายด้านความรุนแรงทางเพศมาราวหนึ่งปีแล้ว  โดยได้รับแรงกระตุ้นจากกฎหมายซึ่งบังคับว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐออนตาริโอต้องมีนโยบายดังกล่าว

ก่อนหน้านั้นในช่วงฤดูร้อน กระทรวงการฝึกอบรม วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยออกคู่มือในฐานะส่วนหนึ่งของร่างพระราชบัญญัติ 132 เพื่อขยายความว่านโยบายเหล่านี้ควรสะท้อนคำปรึกษาที่หลากหลายของนักศึกษา รวมถึงให้แนวทางการสนับสนุนสำหรับนักศึกษาและกระบวนการรายงานเหตุการณ์ต่อมหาวิทยาลัย “สำหรับคาร์ลตันในตอนนั้น เป็นโอกาสดีที่เราจะได้หยุดและลองถอยดูสักก้าว” ชูการ์บอก “ตอนฉันมารับตำแหน่งนี้ เรื่องแรกที่เราคุยกันคือจะทำอย่างไรเมื่อมีร่างพระราชบัญญัติ 132 ตอนนี้ก็มีคู่มือออกมาแล้ว”

                  รัฐที่กฎหมายกำหนดว่ามหาวิทยาลัยต้องมีนโยบายด้านความรุนแรงทางเพศ

มหาวิทยาลัยทุกแห่งในออนตาริโอจะต้องมีนโยบายด้านความรุนแรงทางเพศเป็นการเฉพาะใช้  สำหรับเส้นตายของสถาบันอุดมศึกษาในบริติชโคลัมเบียคือ 19 พฤษภาคม และกฎเกณฑ์ทำนองเดียวกันจะมีผลในมานิโทบาในวันที่ 28 เมษายน ส่วนที่โนวาสโกเทีย นักศึกษากำลังกดดันให้มีกฎหมายแบบเดียวกัน แต่ร่างกฎหมายที่จะบังคับนโยบายดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาวาระแรกในสภา แต่รัฐบาลและมหาวิทยาลัยทั้ง 10 เขตก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิถุนายน 2016 โดยระบุให้มหาวิทยาลัยต้องมีนโยบายป้องกันความรุนแรงทางเพศโดยเฉพาะเจาะจง ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลควิเบ็คประกาศแผนจะเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยความรุนแรงทางเพศในสถานศึกษาในฤดูใบไม้ร่วงนี้

เป้าหมายหลักของนโยบายว่าด้วยความรุนแรงทางเพศ คือ ทำให้กระบวนการรายงานเหตุการณ์ต่อมหาวิทยาลัยโปร่งใสมากขึ้น และสร้างความมั่นใจว่าการสืบสวนจะดำเนินไปอย่างทันท่วงที

แม้ทางมหาวิทยาลัยจะมีวิธีจัดการปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน คณาจารย์ และนักศึกษาอยู่แล้ว แต่การดำเนินการที่มีอยู่อาจไม่เป็นทางการ หลายครั้งที่หลักปฏิบัติไปรวมอยู่ในนโยบายอื่น ๆ เช่น ระเบียบนักศึกษา หรือข้อตกลงร่วมกัน วิถีปฏิบัติ “จึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ถูกกล่าวหาและทางมหาวิทยาลัย” เด็บ อีร์คส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวินัยและการรับผิดชอบนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทากล่าว

อีร์คส์เป็นผู้นำการทบทวนหลักปฏิบัติของมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดนโยบายป้องกันความรุนแรงทางเพศชุดใหม่ขึ้นมา เธออธิบายว่ามีความแตกต่างอย่างมากระหว่าง ‘การรายงาน’ ซึ่งเป็นคำกว้าง ๆ ที่อาจรวมถึงการร้องเรียนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ กับ ‘การเปิดเผย’  โดยการเปิดเผยเป็นเพียงแค่ ‘ฉันอยากบอกใครสักคน และอาจจะอยากขอผ่อนผันการสอบหรือย้ายไปอยู่หออื่น แต่ไม่ได้อยากให้ทำอะไรกับบุคคลนั้น’” อีร์คส์บอก “และการร้องเรียนคือการร้องขออย่างเป็นทางการว่า ‘โปรดสืบสวนและตั้งข้อหา’ [ผ่านสภามหาวิทยาลัย]” ที่สำคัญคือทางมหาวิทยาลัยไม่อาจทำการสืบสวนอาชญากรรมได้ นั่นเป็นขอบเขตรับผิดชอบของตำรวจ

ที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทา เจ้าหน้าที่ศูนย์การทำร้ายทางเพศสังเกตว่าการเปิดเผยมียอดสูงกว่าการร้องเรียนอย่างเป็นทางการมาก ซึ่งเป็นข้อสังเกตร่วมกันในหมู่สถาบันต่างๆ ทำให้เกิดคำถามว่าผู้เสียหายได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือพอเพียงหรือไม่ อีร์คส์กล่าวว่า “มีเรื่องเล่าลือในมหาวิทยาลัยว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าคุณไม่ทำเอกสารร้องเรียน ซึ่งไม่จริงเลย” การช่วยเหลืออาจรวมถึงการจัดสวัสดิการทางการศึกษา การวางแผนด้านความปลอดภัย การให้คำปรึกษา การดูแลทางการแพทย์ การส่งต่อให้บริการชุมชน และอื่นๆ ถ้าหากไม่มีศูนย์ดูแลการทำร้ายทางเพศ หลายมหาวิทยาลัยก็มีสำนักงานเพื่อความเท่าเทียมหรือสิทธิมนุษยชนที่จัดการการร้องเรียนด้านการเหยียดเพศและทำร้ายในความหมายที่กว้างซึ่งรวมถึงคำร้องเรียนด้านความประพฤติไม่ชอบทางเพศด้วย

การรายงานความรุนแรงทางเพศ
วิธีที่มหาวิทยาลัยจัดการกับการรายงานด้านความรุนแรงทางเพศกลายเป็นหัวข้อที่สาธารณชนสนใจมาตลอด มีสำนักข่าวมากมายอ้างข้อความของผู้ร้องเรียนที่รู้สึกว่ากระบวนการของมหาวิทยาลัยไม่เป็นผลดีต่อพวกเขามากเท่าที่ควร หรือไม่โปร่งใส บางกรณี ผู้ร้องเรียนเรียกร้องการชดเชยและการปรับเปลี่ยนเชิงสถาบันผ่านศาลสิทธิมนุษยชนแทนที่จะเป็นระบบยุติธรรมด้านอาญา

มหาวิทยาลัยไรเออร์สันเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยแรกๆ ในออนทาริโอที่เริ่มให้คำปรึกษาและออกนโยบายเฉพาะเจาะจงด้านความรุนแรงทางเพศ ซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนมิถุนายน 2015 และภายหลังมีการทบทวนให้สอดคล้องกับคู่มือที่ออกโดยรัฐ “นโยบายดั้งเดิมของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสนับสนุนและการศึกษารวมถึงชี้ว่าการร้องเรียนใด ๆ จะได้รับการจัดการภายใต้นโยบายสิทธิมนุษยชนของเรา แต่กฎหมายกำหนดว่ากระบวนการจัดการข้อร้องเรียนจะอ้างอิงถึงนโยบายอื่นไม่ได้” ฮีเธอร์ เลน เวทเทียร์อธิบาย เธอเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไรเออร์สัน รัฐบาลเจาะจงขอให้มีนโยบายเป็นการเฉพาะ ซึ่งให้แนวทางว่า “จะทำการร้องเรียนได้อย่างไร กระบวนการสืบสวนและกระบวนการตัดสินใจเป็นอย่างไร” ด็อกเตอร์เลน เวทเทียร์กล่าว

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในออนทาริโอยังคาดด้วยว่ารัฐบาลอาจขอให้พวกเขาตามรอยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับทางสถาบันได้ เมื่อมีวิธีรับมือเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศต่างกันทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย จึงทำให้การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสถาบันเป็นไปได้ยาก ยิ่งกว่านั้น การเปิดเผยหรือรายงานแต่ละครั้งมักจะผ่านสำนักงานและเจ้าหน้าที่หลากหลาย แต่มีบางคนเท่านั้นที่มีจริยธรรมทางอาชีพในการไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดต่อ

“มีการแนะนำขั้นต้นว่าเราต้องเก็บข้อมูลการช่วยเหลือที่มีการเข้าถึง ซึ่งสามารถทำได้ เก็บไม่ยาก” ด็อกเตอร์เลน เวทเทียร์กล่าว แต่การที่รัฐบาลจะใช้ข้อมูลอย่างไรนั้นสำคัญมาก “เพราะอาจมีคนเดียวเข้าถึงการช่วยเหลือหลายครั้ง แล้วเราจะรับประกันได้อย่างไรว่านั่นจะไม่ถูกนับเป็นสามเหตุการณ์” เธอเสริม “จากประสบการณ์ของฉัน คนส่วนใหญ่ที่ออกมาต้องการเปิดเผย ไม่ใช่รายงาน และการเปิดเผยส่วนใหญ่ก็เป็นประสบการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนของเรา… ฉันไม่กังวลจนกว่าเราจะเห็นว่าพวกเขาร้องขออะไร ถ้าต้องรายงานข้อมูล ฉันก็อยากให้พวกเขามีข้อมูลดีที่สุดที่เป็นไปได้”

ผู้สังเกตการณ์บางคนแย้งว่า “วัฒนธรรมการรายงาน” ไม่ใช่วิถีที่ควรเป็น “ฉันเรียกว่าอาการหลงใหลคลั่งไคล้การรายงาน และออกจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ” ดอว์น มัวร์ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคาร์ลตันกล่าว เมื่อไม่นานมานี้เธอเพิ่งยื่นผลการวิจัยว่าด้วยการทำร้ายทางเพศในมหาวิทยาลัยให้กระทรวงความปลอดภัยชุมชนและราชทัณฑ์ของออนทาริโอ “ผู้เสียหายที่ฉันและเพื่อนร่วมงานสัมภาษณ์ทั้งหมดบอกว่า พวกเขาไม่ได้สนใจกลไกการรายงานมากนัก สิ่งที่สนใจคือความเป็นไปได้ที่จะได้ที่พักพิงและการช่วยเหลือที่จำเป็นหลังถูกทำร้ายทางเพศโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบสาหัสสากรรจ์ทั้งหลาย”

ด็อกเตอร์มัวร์ ผู้มีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาของคาร์ลตันในฐานะเจ้าหน้าที่ดูแลความเท่าเทียมเสมอภาคของสภาคณาจารย์กล่าวว่าช่องโหว่ในกระบวนการรายงานอาจทำให้ผู้ร้องเรียนไม่กล้าเผยตัวออกมา

ถ้าผู้ร้องเรียนสูบกัญชาในหอพักหรือดื่มเหล้าโดยอายุไม่ถึง หรือทำอะไรที่ขัดกับระเบียบวินัยนักศึกษา ก็อาจถูกตำหนิหรือถึงขั้นถูกไล่ออก นั่นคือเราอยากให้คนมารายงาน แต่ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็เสี่ยงต่อการโดนลงโทษถ้าออกมารายงาน

ปี 2015 ฝ่ายตรวจสอบ สำนักข่าวซีบีซี มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำร้ายทางเพศในมหาวิทยาลัยแคนาดา พบว่ามีการรายงานเหตุการณ์ทำร้ายทางเพศ 700 เหตุการณ์ในมหาวิทยาลัยแคนาดา 87 แห่ง ตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2013 การตรวจสอบยังระบุถึงช่องว่างเรื่องข้อมูล ทำให้การเปรียบเทียบเป็นเรื่องยาก ส่วนหนึ่งเพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีกระบวนการรายงานต่างกัน และทำงานกับชุมชนต่างกัน  นอกจากนี้ ยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับการรายงาน เช่น ในออนทาริโอ สถาบันต่าง ๆ ต้องระบุในนโยบายว่าสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ

ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโท การให้คำปรึกษาครอบคลุมทั้งสามวิทยาเขตเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2014 นโยบายที่รับรองเรื่องนี้ผ่านในเดือนธันวาคม และมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งศูนย์ดูแลความรุนแรงทางเพศเพื่อรับเรื่องจากสามวิทยาเขต ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ผู้บริหารก็ได้รับผลตอบรับเป็นจำนวนมาก รวมถึงความคิดเห็นหลากหลายและเสียงที่ไม่เห็นด้วย

เทอรี่ แม็คเควด ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยส่วนบุคคล และการป้องกันและช่วยเหลือด้านความเสี่ยงสูงและป้องกันความรุนแรงทางเพศของมหาวิทยาลัยโทรอนโท กล่าวว่า “ทางมหาวิทยาลัยมีส่วนในการให้คำปรึกษาตลอดเวลา และเปิดกว้างต่อการแสดงความคิดเห็น เพราะเราอยู่ในช่วงต้นของนโยบายใหม่” เธอเสริมว่าคณะผู้เชี่ยวชาญกำลังมองหาข้อมูลจากนักศึกษา พนักงาน และคณาจารย์ เพื่อวางกลยุทธการศึกษาและการป้องกันที่แข็งแรง

การป้องกันและการศึกษาในด้านความรุนแรงทางเพศเป็นอีกสองชิ้นส่วนที่มหาวิทยาลัยพยายามดำเนินการทั้งภายในและภายนอก การริเริ่มบางส่วนนำโดยนักศึกษา เช่น โครงการรณรงค์ Sans oui, c’est non -ไม่บอกว่าใช่ ก็คือไม่ โดยสมาคมนักศึกษามหาวิทยาลัยมอนทรีออล และมีสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งในควิเบกเข้าร่วม การริเริ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศมีตั้งแต่การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการแทรกแซงโดยผู้พบเห็น จนถึงความพยายามป้องกันระดับทั่วทั้งมหาวิทยาลัย

ในขณะที่นโยบายด้านความรุนแรงทางเพศทำให้มีความโปร่งใสในการตอบสนองต่อกรณีความรุนแรงทางเพศของมหาวิทยาลัย  แต่กลับมีข้อจำกัดกับสิ่งที่พวกเขาทำได้ “การทำร้ายทางเพศเป็นปัญหาทางวัฒนธรรมและสังคม” ซาร่า-เจน ฟินเลย์ ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกัน มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าว “ถือเป็นวัฒนธรรมที่เราต้องรับผิดชอบ มหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่จำเป็นต้องมีการดำเนินงานที่มากกว่านี้” เธอกล่าวว่า “ผู้เสียหายไม่มีทางก้าวออกมารายงาน ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในสถาบัน เพราะฉะนั้นการมีข้อมูลให้โปร่งใสที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ว่าสถาบันสามารถดำเนินการเมื่อใดและอย่างไร ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างที่สุด”

 

 

ที่มา http://www.universityaffairs.ca/news/news-article/universities-across-canada-implement-sexual-violence-policies/

print