สองในสามของเยาวชนไร้บ้านในออสเตรเลียที่อยู่ในความดูแลของรัฐ  กลายเป็นคนตกงาน เสพยา มีปัญหาทางจิตหลังจากออกจากบ้านสงเคราะห์เพียงปีเดียว  เงินทั้งหมดที่รัฐบาลลงทุนไปกับเยาวชนที่โตมาในสถานสงเคราะห์จนอายุ 18 ถือว่าสูญเปล่าทันทีที่พวกเขาถูกทิ้งให้อยู่ด้วยตัวเองโดยปราศจากการสนับสนุน จึงมีข้อเรียกร้องให้นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ขยายระยะเวลาสำหรับเยาวชนในการดูแลของรัฐออกไปจนถึงอายุ 21 ปี

คาร์ลาตินา เออร์คาร์ท ย้ายออกจากบ้านไปอยู่อพาร์ตเมนต์ของตัวเองตอนอายุ 18 ด้วยความรู้สึกว่า “ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นจากอะไร” สองสามเดือนแรกเธอนอนบนเก้าอี้ยาวมือสองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวผัดและไข่คน เธอบอก “ฉันมีข้าวของอยู่ไม่กี่ชิ้น ไม่รู้เลยว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี ไม่มีสมาธิกับการเรียนเพราะกังวลกับสถานการณ์การใช้ชีวิตเหลือเกิน ทำให้รู้สึกไม่มั่นคงและวิตกกังวลจริง ๆ”

เออร์คาร์ทเองก็เหมือนเยาวชนอีกจำนวนมากที่เคยอยู่ในการดูแลจากภาครัฐ เธอออกจากบ้านครอบครัวอุปถัมภ์ตอนอายุ 18 ตอนนี้เธออายุ 22 และกำลังเรียนสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในซิดนีย์ เธอยกความดีความชอบให้ครอบครัวอุปถัมภ์ที่ “สนับสนุนเป็นอย่างมาก” และช่วยเตรียมเธอให้พร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยเชิญเธอกลับไปค้างด้วยแบบวันเว้นวัน เธอตระหนักว่าตนเองโชคดีกว่าหลายคนที่พ้นจากการดูแลแล้ว “จะมีสักกี่คนที่พร้อมใช้ชีวิตเพียงลำพังตอนอายุ 18” เธอถาม “ฉันเห็นคนจำนวนมากโบกมือลาครอบครัวอุปถัมภ์ตอนอายุ 18 แต่พวกเขายังไม่พร้อม พวกเขาไม่สามารถจัดการได้”

ความกังวลต่อสวัสดิการระยะยาวของเด็กออสเตรเลีย 43,000 คนที่อยู่ในการดูแลของภาครัฐ ได้จุดประกายการผลักดันให้ขยายระยะเวลาการดูแลแบบมีเงินทุนสนับสนุนไปจนถึงอายุ 21 นี่คือหัวข้อของวาระการประชุมมูลนิธิ CREATE ที่จัดขึ้นในซิดนีย์

พอล แมคโดนัลด์ ประธานโครงการรณรงค์เพื่อขยายระยะเวลาในการดูแล กล่าวว่า การบังคับให้เยาวชนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเองทั้งที่ยังไม่พร้อม อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวได้ ซึ่งข้อมูลจากสถาบัน Deloitte Access Economics ที่ได้รับมอบหมายจากองค์กร Anglicare Victoria ระบุว่าเงินทุกเหรียญที่ใช้ไปเพื่อการสนับสนุนจนกระทั่งถึงอายุ 21 ปีนั้น ทำให้ชุมชนสามารถประหยัดเงินได้ราว 1.40-2.69 เหรียญ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่รัฐใดหรือเขตอะไร

“นี่คือสิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้า การปฏิรูปเดี่ยว ๆ แบบเรียบง่ายที่สามารถให้แนวทางแก้ไขปัญหาสังคมมากมายและช่วยให้รัฐบาลประหยัดเงินได้หลายสิบล้านเหรียญ” แมคโดนัลด์บอก

ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจในการขยายระยะเวลาในการดูแลออกไปจนถึงอายุ 21 ปี จะเป็นผลดีในระยะยาว เนื่องจากเยาวชนมีแนวโน้มว่าจะเรียนจนจบและหางานทำ แมคโดนัลด์บอก “ยุคนี้ เยาวชนส่วนใหญ่จะยังอยู่ที่บ้านกับครอบครัวจนกระทั่งอายุยี่สิบกว่า” เขาพูด “ผมไม่คิดว่านักการเมืองจะกลับบ้านไปตบไหล่ลูก ๆ วัยรุ่นแล้วบอกว่า ‘นี่ ลูกต้องวางแผนย้ายออกได้แล้วนะ พออายุ 18 เมื่อไหร่ก็ย้ายออกได้เลย’ เรามีข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งสำหรับเด็กที่พ่อแม่ที่แท้จริงเลี้ยงมา และอีกอย่างสำหรับคนที่รัฐดูแล”

ในปี 2015 รัฐบาลรัฐนิวเซาธ์เวลส์ประกาศให้ทุนสนับสนุนผู้ดูแลที่ดูแลเยาวชนจนกระทั่งผู้ที่อยู่ในความดูแลอายุครบ 24 ปี โดยคำนึงถึงว่าพวกเขาต้องเรียนหนังสือ ทั้งนี้ไม่มีการระบุจำนวนผู้ดูแลที่เข้าถึงการให้เงินสนับสนุน

การดูแลจากภาครัฐคืออะไร
 “การดูแลจากภาครัฐหมายถึงการดูแลเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ที่ไม่สามารถอาศัยอยู่กับครอบครัวได้ (บ่อยครั้งเกิดจากกรณีการทำร้ายและทอดทิ้งเด็ก) รวมถึงการหาสถานที่ให้กับเด็กหรือเยาวชนพร้อมผู้ดูแลหมุนเวียนกันไปในระยะสั้นหรือระยะยาว (กระทรวงบริการประชาชน รัฐวิคตอเรีย 2007) ประเภทของการดูแลมีดังนี้

  • การดูแลในที่อยู่อาศัย: สถานที่คืออาคารที่อยู่อาศัยที่มีจุดประสงค์คือให้สถานที่พักพิงสำหรับเด็กและมีบุคลากรที่ทำหน้าที่โดยได้รับเงินเดือน
  • บ้านกลุ่มสมาชิกครอบครัว: บ้านสำหรับเด็กที่ทางกระทรวงหรือหน่วยงานในส่วนชุมชนจัดให้ โดยมีผู้ดูแลแบบเข้ามาอยู่อาศัยด้วยแต่ไม่ได้รับเงินเดือน ผู้ดูแลดังกล่าวจะได้รับคืนเงิน และ/หรือได้รับความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับการให้การดูแล
  • การดูแลตามบ้าน: สถานที่คือบ้านของผู้ดูแลที่จะได้รับคืนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก มีการดูแลตามบ้านสามแบบ ได้แก่ การดูแลโดยพี่น้องหรือเครือญาติ การดูแลโดยครอบครัวอุปถัมภ์ และการดูแลจากภาครัฐตามบ้านในแบบอื่น ๆ
  • การใช้ชีวิตตามลำพัง: รวมถึงบ้านพักส่วนตัวและการให้อาสาสมัครเข้าไปอยู่ร่วมบ้านกับกลุ่มเยาวชนเพื่อดูแล
  • ประเภทอื่น ๆ: สถานที่ที่ไม่ตรงกับประเภทข้างต้นหรือไม่ทราบประเภทสถานที่ อาจรวมถึงโรงเรียนประจำ โรงพยาบาล โรงแรม/โมเต็ล และค่ายทหาร (ที่มา สถาบันสาธารณสุขและสวัสดิการแห่งออสเตรเลีย (Australian Institute of Health and Welfare -AIHW), 2015, หน้า)

โครงการรณรงค์ Home Stretch คืออะไร
โครงการรณรงค์ Home Stretch เป็นโครงการระดับประเทศที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการจัดการในปัจจุบัน สำหรับเยาวชนในความดูแลของรัฐที่กำลังจะพ้นจากความดูแล กล่าวโดยสรุปคือ เพื่อขยายอายุที่ต้องอยู่ในความดูแลจากที่สิ้นสุดตอนอายุ 18 ปี ให้เป็น 21 ปี

ทำไมโครงการรณรงค์ Home Stretch จึงจำเป็น ณ ขณะนี้
ผลสำรวจโดยมูลนิธิ CREATE พบว่าด้วยเยาวชนที่พ้นจากการดูแลในปี 2009 (กระทรวงกิจการครอบครัว การเคหะ การบริการชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง 2010)

  • ร้อยละ 35 กลายเป็นคนไร้บ้านในปีแรกที่พ้นจากการดูแล
  • ร้อยละ 46 ของเด็กชายต้องเข้าไปอยู่ในระบบงานยุติธรรมเยาวชน
  • ร้อยละ 29 ตกงาน

นอกจากนี้ ผลการวิจัยโดยเครือข่าย Care Leavers Australia Network (2008) ยังระบุด้วยว่า

  • ร้อยละ 41 ตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
  • ร้อยละ 43-65 ของผู้ที่ออกจากการดูแลประสบกับปัญหาด้านจิตใจ (ความเครียด ความวิตกกังวล โรคเครียดหลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง โรคตื่นตระหนก และปัญหาในการนอนหลับ)

นโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันต้องการให้ระบบคุ้มครองเยาวชนเริ่มต้นเตรียมวัยรุ่นให้พร้อมสำหรับการยุติการดูแลของรัฐตั้งแต่อายุ 15 ปี ในขณะที่ส่วนใหญ่จะออกจากสถานที่ดูแลระหว่างช่วงอายุ 16 หรือ 17 ปี หากเปรียบเทียบกันแล้ว เยาวชนที่อาศัยอยู่ที่บ้าน อยู่ในชุมชนที่มีขอบเขตกว้างกว่ากับพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่อยู่บ้านนานกว่า เกือบร้อยละ 50 ของเยาวชนอายุ 18-24 ไม่เคยทิ้งบ้านของครอบครัวไปเลย

การวิจัยระดับนานาชาติชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่พ้นจากการดูแลของรัฐ กลับกลายเป็นคนไร้บ้าน เข้าไปพัวกันกับอาชญากรรม ตกงานหรือมีลูกตั้งแต่ภายในปีแรกที่พ้นจากการดูแล มีปริมาณที่สูงมาก

มีงานวิจัยระหว่างประเทศพบว่าการขยายระยะเวลาให้รัฐดูแลเยาวชนออกไปจนกระทั่งอายุ 21 ปี แสดงให้เห็นว่ามีการเข้าสู่ระบบการศึกษาเพิ่มเป็นเท่าตัวและอัตราผู้ไร้ที่พักพิงลดลงครึ่งหนึ่ง

การขยายระยะเวลาในการดูแลออกไปเป็นอย่างไร
โครงการรณรงค์ Home Stretch ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้สนับสนุนการขยายระยะเวลาในการดูแลไปจนถึงอายุ 21 ปีสำหรับผู้อยู่ในข่ายต่อไปนี้

  • ผู้ที่ต้องการจะอยู่ต่อภายใต้ความดูแลของครอบครัวอุปถัมภ์หรือการดูแลของญาติมิตรและได้รับความยินยอมจากผู้ดูแล หรือ
  • ผู้ที่ยังไม่พร้อมจะไปและต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการดูแลแบบมีการสนับสนุน แต่ไม่สามารถอยู่ในสถานที่ที่มีการดูแลได้เมื่ออายุ 18 ปีแล้ว อย่างเช่นผู้ที่ออกจากการดูแลที่ในที่อยู่อาศัยหรือไม่ต้องการจะอยู่ในความดูแลของครอบครัวอุปถัมภ์

การขยายระยะเวลาในการดูแลต้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการชำระคืนให้กับผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องสำหรับการจัดการผู้ดูแล/กรณีต่าง ๆ สำหรับเยาวชนและทรัพยากรเพื่อเข้าถึงการศึกษาหรือการจ้างงาน บางรูปแบบต้องการการร่วมมือในการจ้างงานหรือการศึกษาต่อในระดับสากลในฐานะเงื่อนไขสำหรับ การสนับสนุนการขยายการดูแล รูปแบบอื่น ๆ มีการชำระคืนเงินในรูปแบบของวงเงินค่าใช้จ่าย

 

ที่มาข้อมูล: http://thehomestretch.org.au/news/putting-care-back-foster-care/

print