“อยากทำความเข้าใจกับ พ.ร.บ.ท้องวัยรุ่นให้ลึกมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบกิจกรรมใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ” คือเสียงส่วนใหญ่ของเยาวชนที่ตอบคำถามถึงความคาดหวังในการมาอบรมหลักสูตรเพิ่มเติมทักษะการเป็นผู้แทนเยาวชนซึ่งจัดโดยUNFPA หรือ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประเทศไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 22 -23 กรกฎาคม 2560 ที่โรงแรมโฮเต็ล เดอ ม็อก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

การอบรมครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมทักษะการเป็นผู้แทนเยาวชนเพื่อกำกับ ติดตามการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ฯ โดยเน้นให้เยาวชนได้รู้จักและเห็นความสำคัญของการทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์” (Advocate) ให้กับเยาวชนด้วยกันเองตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ซึ่งสาระสำคัญของสิทธิที่วัยรุ่นจะได้รับอยู่ในมาตรา 5ที่ระบุว่า  วัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเอง และมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ได้รับการจัด สวัสดิการสังคม อย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับสิทธิอื่นใดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอ

ดังนั้น ในการจัดอบรม UNFPA ประเทศไทย และ สสส. จึงได้ออกแบบกระบวนการเพื่อให้เยาวชนได้รู้จักเครื่องมือในการทำหน้าที่รวบรวมความเห็นของเยาวชน โดยผู้รับการอบรมทดลองนำแบบประเมินตนเองในเรื่องการสอนเพศวิถีศึกษาในโรงเรียนออกไปสำรวจความเห็นของวัยรุ่นอายุ 15 -19 ปี ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และนำผลที่ได้กลับมาวิเคราะห์  จากนั้นให้จำลองสถานการณ์เพื่อจัดทำข้อเสนอแก่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบาย เช่น คณะอนุกรรมการจังหวัดที่ได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559  รวมทั้งจำลองสถานการณ์นำเสนอข้อมูลแก่สมาคมครูและผู้ปกครอง สภาเด็กและเยาวชนระดับประเทศ และการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ผลจากการอบรมครั้งนี้ นอกจากทำให้เยาวชนที่มาร่วมจำนวน 19 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากสภาเด็กและเยาวชนระดับประเทศ ระดับจังหวัด รวมทั้งเยาวชนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนนุจากองค์กรพัฒนาเอกชนได้รับความรู้ในเรื่องมาตราต่างๆ ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559  แล้ว ยังส่งผลให้เยาวชนตระหนักถึงการทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์” ว่าต้องสามารถรับเรื่องร้องเรียนจากเยาวชนด้วยกันได้ ขณะเดียวกัน UNFPA ประเทศไทยซึ่งรับผิดชอบในการพัฒนาหลักสูตรฯ ก็ได้ข้อคิดเห็นจากเยาวชนในการปรับปรุงเนื้อหาและกระบวนการเพื่อให้หน่วยงานที่สนใจ เช่น มูลนิธิรักษ์ไทยภาคเหนือ นำไปขยายผลด้วยการจัดอบรมแก่เยาวชนในระดับตำบลต่อได้

print