“I Just Froze” เป็นแคมเปญรณรงค์ขององค์กร rape crisis  Scotland ที่ต้องการสร้างความตระหนักให้ผู้คนเข้าใจและเปลี่ยนความคิดของตนเองที่มีต่อผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

เนื้อหาสำคัญที่โครงการนี้ต้องการสื่อสารถึงคนทั่วไปคือ แสดงปฏิกริยาที่เกิดขึ้นของผู้ที่ถูกข่มขืน ทั้งในระหว่างเผชิญเหตุการณ์และหลังจากเกิดเหตุการณ์ โดยเล่าเรื่องผ่านวีดิโอ เพื่อให้เราเห็นและเข้าใจได้ว่าเหตุใด ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจึงไม่สามารถทำอย่างที่เรามักแสดงความเห็นเวลาได้ยินว่ามีคนถูกข่มขืนว่า “ทำไมไม่สู้ ไม่ร้อง ไม่ขัดขืน”

สภาพของคนที่ “ตกอยู่ในอาการตัวแข็งทื่อ”ซึ่งบรรยายให้เห็นชัดในวีดิโอเรื่อง I just froze  ทำให้เราหวนคิดว่า สักวัน คนที่เรารู้จักก็อาจเล่าถึงความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ให้เราฟัง ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ การให้ความเห็นใจและไม่กดดันให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อข่มขืนต้องออกมาเล่าเรื่อง หรือต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมโดยลำพัง

เพราะคนจำนวนมากคิดว่าตัวเองรู้ว่าจะจัดการอย่างไรหากโดนข่มขืน เช่น ต้องกรีดร้องเสียงดัง และดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการขัดขืน สู้กลับ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าตัวเองจะมีปฏิกริยาอย่างไรเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์นั้น

ปฏิกริยาจริงๆ จากผู้ที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวพบว่า หลายคนทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เราวาดภาพไว้ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อข่มขืนและรอดมาได้เล่าว่าในภาวะเช่นนั้น ตัวเองกลัวจนไม่สามารถขยับเขยื่้อนร่างกาย ร้องไม่ออก ไม่มีแรงสู้กลับ และรู้สึกว่าไม่มีทางหนีรอดไปได้ ซึ่งปฏิกริยาเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและถือเป็นเรื่องปกติของคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์กำลังจะถูกข่มขืน

แต่การถูกข่มขืน จะทิ้งความเจ็บปวดให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และวิธีการรับมือกับเรื่องเหล่านี้ไม่สามารถใช้สมองในส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลมารับมือได้เพราะร่างกายจะแสดงปฏิกริยาที่เกิดจากสัญชาตญาณเพื่อเข้ามาควบคุมเมื่อเกิดอันตราย ในสถานการณ์เช่นนี้ สมองจะปรับเข้าสู้โหมดการเอาตัวรอดโดยอัตโนมัติ   อดรีนาลินจะหลั่งและทำให้กล้ามเนื้อแข็งขึ้น ซึ่งปฏิกริยาเหล่านี้จะเกิดอย่างรวดเร็วโดยเราไม่รู้ตัว

ผู้ที่รอดจากเหตุการณ์ข่มขืนจะแสดงปฏิกริยาต่างกันออกไปสามอย่างคือ 1. สู้ 2.หนี หรือ 3. ตัวแข็งทื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิกริยาที่พบว่าเกิดขึ้นบ่อยมากกับผู้ที่ประสบเหตุถูกข่มขืน

แล้วทำไมเราต้องเข้าใจสภาพของคนที่ตกเป็นเหยื่อ

เพราะผู้ที่รอดจากการถูกข่มขืนมักจะรู้สึกกลัวว่าตนเองจะถูกตัดสินจากคนรอบข้างที่มองว่าทำไมไม่ยอมสู้หรือขัดขืนระหว่างที่ถูกข่มขืน อีกทั้งยังกังวลที่จะเล่าถึงปฏิกริยาของตนเองให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือศาลฟัง ด้วยเหตุนี้ เหยื่อจำนวนมากจึงเกิดความรู้สึกลังเล และประวิงเวลา หรือกระทั่งไม่ยอมแจ้งความเรื่องนี้แก่ตำรวจ ความกลัวนี่เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้เหยื่อไม่ได้รับความยุติธรรมหลังจากผ่านเหตุการณ์ข่มขืน

ขณะเดียวกัน กลไกการทำงานของสมองส่งผลให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อย่างชัดเจน จำได้แค่บางส่วน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกายที่จะมีปฏิกริยาต่ออาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเหยื่อไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด

ดังนั้น สิ่งสำคัญยิ่งที่เราควรทำความเข้าใจและจดจำกันคือ สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่มีวิธีการที่ถูกต้องในเรื่องนี้  วิธีการที่ดีที่สุด คือการให้การสนับสนุนเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยให้คนที่ตกเป็นเหยื่อสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเหมาะสม ด้วยการทำความเข้าใจถึงอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นของแต่ละคนว่าสามารถแสดงออกได้ต่างกัน ดังตัวอย่างจากวีดิโอเรื่อง So Many Reasons

ที่มา https://www.rapecrisisscotland.org.uk/I-Just-Froze/

print