การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนส่งผลให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องเพศเร็วเกินไป จริงไหม หรือว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก มาเรียนรู้ความเชื่อผิดๆ ที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการสอนเพศศึกษากัน

เพราะเด็กสมัยนี้หาความรู้เรื่องเซ็กส์ด้วยตัวเอง สอนไปก็ไม่เชื่อ

มีการศึกษา ผลสำรวจและงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าพ่อแม่ และโรงเรียนมีความสำคัญมากในการหล่อหลอมตัวตนของเด็กๆ ในเรื่องข้อมูล ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติเรื่องเพศ
เด็กเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ตลอดเวลาไมใช่แค่สังเกตจากการกระทำ การแสดงออกของผู้ใหญ่ แตยังเรียนรู้จากการพูดคุยกันเองในกลุ่มเพื่อน และจากการดูสื่อต่างๆ เช่น ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา รวมทั้งสื่อที่เผยแพร่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก หากพ่อแม่ผู้ใหญ่และสถาบันการศึกษาเช่นโรงเรียนไม่ทำหน้าที่ในการให้ความรู้ เด็กก็ย่อมโตขึ้นมาภายใต้อิทธิพลของสื่อที่เป็นแบบอย่างไม่ดีซึ่งส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงในเรื่องเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่โรงเรียนสอนเพศศึกษา แสดงว่ามีปัญหาเรื่องนี้ในโรงเรียน

การหลีกเลี่ยงไม่พูด ไม่สอนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศในห้องเรียน ทำให้เด็กรู้เป็นนัยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องที่ผิด และจะไม่เกิดการสื่อสารเรื่องนี้ในโรงเรียน ส่งผลให้เด็กขาดคนที่ให้คำปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา เพราะเด็กกลัว อาย จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่โรงเรียนต้องสร้างบรรยากาศผ่อนคลายทำให้เด็กกล้าพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนและของเพื่อนๆ มีรายงานการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันว่าการพูดคุยเรื่องร่างกายกับเด็กๆ  จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีการแสดงออกที่เหมาะสม และทำให้พวกเขาเติบโตโดยมีสุขภาวะทางเพศ การไม่สอนเรื่องนี้จึงไม่ได้แปลว่าโรงเรียนไม่มีปัญหานี้

สอนเพศศึกษาเป็นการชี้โพรงให้กระรอก

มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นผลตรงกันข้ามเมื่อโรงเรียนสอนเพศศึกษาแก่เด็กอย่างเป็นระบบและรอบด้าน และทำให้เด็กเข้าถึงอุปกรณ์การคุมกำเนิด ยิ่งได้รู้ ได้เข้าใจเรื่องเพศมากเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กจะชะลอการมีเพศสัมพันธ์ออกไปยิ่งมีมากขึ้น หรือเมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ เด็กจะมีแนวโน้มใช้การคุมกำเนิดมากขึ้น

หากโรงเรียนสอนเพศศึกษา จะทำให้พ่อแม่ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

ความจริงก็คือ มีผลการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนจะยิ่งช่วยให้การพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่กับเด็กเป็นไปอย่างสนิทสนมมากขึ้น ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบของพ่อแม่

หากครูหรือพ่อแม่ไม่สะดวกใจคุยเรื่องพวกนี้ ก็ควรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จะดีกว่า

เป็นเรื่องธรรมดามากที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ ครูจะอึดอัด กระอักกระอ่วนใจเมื่อคิดจะคุย จะสอนเรื่องเพศกับเด็ก เพราะการพูดคุยเรื่องนี้ต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง ทั้งการฟัง การถามและการตอบ และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ผู้ใหญ่จะยอมรับว่าไม่รู้หรือลำบากใจที่จะตอบบางคำถามกับเด็กตรงๆ วิธีหนึ่งที่พบว่าได้ผลในการคุยเรื่องพวกนี้คือ การใช้คำศัพท์เรียกชื่ออวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งการแสดงออกในเรื่องเพศแบบปกติ ไมใช้คำที่ยากเกินวัยของเด็ก แต่ควรใช้คำที่เด็กเข้าใจง่าย หากรู้สึกว่าเป็นคำหยาบ ไม่สุภาพ ก็ต้องพูดให้เด็กรู้ว่าคำบางคำใช้ได้ในบางโอกาสเท่านั้น เพราะอะไร

ถ้าสอนแล้วต้องมีถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียน เท่ากับยอมรับให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ง่ายขึ้น

มีลงานวิจัย การศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ใช้ถุงยางอนามัยในเยาวชนหลายชิ้นที่ยืนยันว่าการที่เด็กพกถุงยางอนามัยไม่ได้ทำให้เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นในกลุ่มที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่จะมีผลต่อเด็กกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเท่านั้นโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนชาย ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยในเด็กที่มีเพศสัมพันธ์แล้วย่อมเป็นผลดีต่อเด็กอย่างแน่นอน

การสอนเพศศึกษาแบบรอบด้าน ทำให้เด็กไม่รักนวลสงวนตัว

หลักสูตรเพศศึกษาแบบรอบด้านไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ แต่สาระสำคัญลำดับแรกของหลักสูตรนี้คือ การให้เด็กได้มีทักษะในการใคร่ครวญถึงผลที่จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ว่าหากไม่ป้องกัน หรือมีแบบไม่พร้อมจะเกิดอะไรได้บ้าง และหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ ต้องมีวิธีการอย่างไรจึงปลอดภัยทั้งต่อตนเองและคู่ และจากนั้น จึงเสนอวิธีการคุมกำเนิดให้

เรียบเรียงจาก http://www.sexualityandu.ca/uploads/files/Myths_Fact_Sheet.pdf

print

Leave a Reply