เราสอนลูกสาวให้ต่อสู้กับเรื่องการเหมารวม ตีตรา และการไล่กวดความฝันที่ตั้งไว้ แต่กับลูกชาย ทำไมเราไม่สอนแบบนั้นบ้างเราชอบใจหากมีใครสอนลูกสาวว่าลูกสามารถเป็นอะไรก็ได้ตามที่ลูกฝันไว้ เป็นทั้งนักบินอวกาศและเป็นแม่ เป็นทอมและเป็นผู้ยิ้ง ผู้หญิง  แต่กับลูกชายล่ะ เรายังละเลยในการสอนให้ลูกเข้าใจถึงความเป็นสตรีนิยมว่ามีความสำคัญอย่างไร และหากเด็กผู้ชายไม่ได้รับความรู้ ความเข้าใจถึงเรื่องนี้ การผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมก็เป็นเรื่องที่ยังทำได้ยาก เพราะผู้หญิงจะไม่สามารถขยายบทบาทของตัวเองออกไปหากผู้ชายไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย

ผู้เขียนบทความ คือ Claire Cain Miller แห่ง The New York Times จึงได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น นักประสาทวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยา ให้ช่วยตอบคำถามโดยอ้างอิงผลวิจัยล่าสุดรวมทั้งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบทบาทหญิงชาย เพื่อให้คำแนะนำกับการเลี้ยงดูเด็กซึ่งจะเป็นใครก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์คือต้องการเลี้ยงเด็กให้เป็นคนมีเมตตา มีความเชื่อมั่น และมีอิสระที่จะทำตามความฝันของตัวเอง

และนี่คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อคนเป็นพ่อแม่และผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูเด็ก

เมื่อตอนเป็นทารก ทั้งเด็กหญิงเด็กชายต่างก็ร้องไห้ในจำนวนไม่ต่างกัน แต่พอเด็กชายย่างเข้าสู่อายุ 5 ขวบ จะเริ่มได้รับการอบรมสั่งสอนว่าสามารถโกรธได้ แต่ต้องระงับความรู้สึกไว้ ไม่สมควรแสดงออกมา เด็กหญิงร้องไห้เป็นเรื่องธรรมชาติ ขณะที่เด็กชายจะถูกสอนให้ทำตัวเป็นหุ่นยนต์ ทำให้เด็กไม่สามารถแยกแยะระหว่างความโกรธและความกลัว กังวลใจ เพราะถูกสอนว่าต้องอดกลั้นเก็บไว้ ขณะเดียวกัน ต้องสอนให้เด็กรู้จักวิธีขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจขึ้น

 

ที่ผ่านมา เราได้ยินบ่อยถึงการอ้างผลวิจัยเพื่อยืนยันว่าเด็กผู้ชายที่ถูกเลี้ยงดูในบ้านที่ขาดต้นแบบของการเป็นพ่อ จะส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กในด้านการหาเลี้ยงครอบครัว แต่จริงๆ แล้ว คนเป็นแม่ก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกชายได้เช่นกัน ด้วยการสอนของผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดู ชี้ชวนให้เด็กเห็นแบบอย่างดีๆ ของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านใด (การเมือง กีฬา สื่อ ศิลปะ) โดยกล่าวชื่นชมยกย่องผู้หญิงเหล่านั้นเพื่อให้เด็กเห็นรูปแบบความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ยึดติดกับเพศ

 

เด็กผู้ชายก็สามารถเล่นของเล่นที่เป็นสีชมพู สวมเสื้อผ้าสีชมพู และเด็กผู้หญิงก็ใช้ของที่เป็นสีฟ้าได้ เรื่องเหล่านี้เกิดมานานแล้วแต่เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงเมื่อศตวรรษที่ 20 นี่เองที่เราเกิดความเชื่อว่า สีฟ้าเป็นสีของเด็กผู้ชาย และสีชมพู เป็นสีของเด็กผู้หญิง ในความจริง เด็กอายุ 2 -3 ยังไม่สามารถแยกแยะเพศของตนได้ แต่เมื่อเข้าสังคม ก็จะถูกกำกับด้วยข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ของเล่น ทำให้ถูกเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลระยะยาวต่อการสร้างให้เกิดความเชื่อว่าผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากัน และกลายเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน หากลูกชายคุณอยากลองเต้นบัลเลต์ เล่นขายของกับตุ๊กตา คุณก็ควรให้โอกาสเขาเท่าๆ กับที่คุณส่งเสริมให้ลูกสาวเล่นฟุตบอล เล่นกีตาร์

 

พ่อแม่จำนวนมากรู้สึกดีเมื่อลูกสาวทำความสะอาดห้องด้วยตัวเอง ดูแลตัวเอง แต่กับลูกชาย หลายคนไม่ยอมให้ทำอะไรเลย เพราะเชื่อว่าไม่ใช่งานของผู้ชาย เพื่อลดช่องว่างเรื่องแรงงาน ควรหัดลูกชายให้ทำความสะอาดห้องตัวเอง ดูแลข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว รวมไปถึงฝึกให้ทำกับข้าวกินเอง แบบเดียวกับที่เราคาดหวังให้ลูกสาวได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการหรือผู้บริหารระดับสูง

 

นอกจากดูแลตัวเองได้แล้ว เราควรสอนลูกชายให้รู้จักห่วงใยในตัวคนอื่น การเฝ้าพยาบาลดูแลคนป่วยในบ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของลูกสาวเท่านั้น หรือการเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้นที่ทำได้ ฝึกลูกชายให้รู้จักทำหน้าที่ปรนนิบัติคนที่อ่อนแอกว่า อายุน้อยกว่า เพื่อบ่มเพาะความรู้สึกเห็นอกเห็นใจให้เกิดกับเขาและลดความก้าวร้าวรุนแรงลง

 

พ่อแม่เองต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกในเรื่องนี้ การทักลูกชายว่า “อย่าเดินแบบผู้หญิงสิ” “อย่าทำตัวเป็นผู้หญิงสิ” รวมถึงการล้อเลียนโดยมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เหล่านี้คือการปลูกฝังความเชื่อในเรื่องการไม่เท่าเทียมทางเพศให่กับเด็ก ซึ่งกลายเป็นความเชื่อที่ส่งเสริมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกใช้คำเพื่อแทนความหมายที่ไม่เป็นการดูถูก เหยียดหยาม หรือตีตราเหมารวม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และควรฝึกให้ชินเป็นนิสัยที่จะไม่ใช้คำพูดเหล่านั้นในการสั่งสอนอบรมลูก

 

แบ่งความรับผิดชอบในการทำงานบ้านให้เท่ากันระหว่างลูกสาวและลูกชาย ระหว่างพ่อและแม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกเห็นแม่ทำกับข้าว ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ระหว่างที่พ่อนั่งหาว ดูทีวีอย่างสบายใจ แม้แต่ในบ้านที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว การแบ่งงานบ้านกันทำจะสนับสนุนให้เด็กผู้ชายมีทัศนคติที่ดีต่อในเรื่องเพศ

 

มีรายงานการวิจัยยืนยันว่าในเด็กเล็กที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับเพศตรงข้าม จะช่วยให้มีทักษะในการสื่อสารได้ดี แก้ปัญหาได้เก่งกว่าการปล่อยให้เล่นกับเด็กเพศเดียวกัน ขณะเดียวกัน การใช้คำเรียกของครูก็ส่งผลต่อทัศนคติในการแบ่งแยกเพศด้วย ครูจึงควรเรียกด้วยการใช้คำว่า “เด็กๆ” มากกว่าใช้ว่า “เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย”

 

สอนให้เด็กเข้าใจความหมายของการปฏิเสธ เมื่อได้ยินเพื่อนพูดว่า “ไม่” เด็กต้องเรียนรู้ว่านั่นคือความหมายที่แท้จริงของผู้พูด ไม่ใช่การปฏิเสธเพื่อเล่นตัวหรือเป็นการแกล้งทำ เพื่อปลูกฝังเด็กให้เข้าใจเรื่องการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ขณะเดียวกัน ต้องสอนให้ลูกรู้จักและกล้าปฏิเสธคนอื่นเมื่อรู้สึกอึดอัด ไม่ต้องการทำ และสอนให้ลูกรู้จักการเคารพเนื้อตัวร่างกายผู้อื่น พร้อมกับรู้จักปกป้องเนื้อตัวร่างกายของตัวเองด้วย

 

สอนลูกว่าเมื่อเห็นเพื่อนโดนล้อ โดนรังแก เราต้องปกป้องช่วยเหลือเพื่อนคนนั้น โดยฝึกให้ลูกรู้จักวิธีผ่านการเล่นบทบาทสมมติด้วยกัน ให้ลูกเรียนรู้ว่า การเป็นเด็กผู้ชายไม่ใช่ข้ออ้างในการทำตัวแย่ และ “แบดบอย” ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชม

 

เลือกหนังสือที่มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ หรือข้อจำกัดของการเป็นผู้หญิง เพื่อปลูกฝังให้ลูกเกิดความเห็นอกเห็นใจ ได้ใคร่ครวญ แยกแยะถึงเรื่องราวต่างๆ ในสังคมผ่านวรรณกรรม เพราะการอ่าน เป็นหนทางหนึ่งในการหล่อหลอมให้ลูกเติบโตเป็นคนที่เราอยากจะให้เขาเป็นได้

 

ดาวน์โหลดอินโฟกราฟฟิก

เรียบเรียงจาก How to Raise a Feminist Son

print

Leave a Reply