เมื่อถามว่าทำไมตัวเลขของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีจำนวนลดลง คำตอบง่ายๆ แบบที่เราคิดออกทันที คือ แสดงว่าเด็กมีเซ็กส์กันน้อยลง หรือเด็กใช้วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลกันมากขึ้น หรือไม่ก็เป็นผลจากทั้งสองพฤติกรรม แล้วคำตอบนี้ถูกต้องไหม

ในช่วงปี 1995-2002

จากการวิเคราะห์ของสถาบันที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คือ สถาบัน Guttmacher และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ทำการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลในสองรอบ โดยทำการสำรวจการเติบโตของครัวเรือนทั่วประเทศ ในช่วงปี 1995 และ 2002  โดยในการสำรวจได้รวมกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์เข้าไว้ด้วย พบว่าอัตราที่ลดลง 86%  เป็นผลจากการใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ได้ผล คือมีการใช้คุมกำเนิดด้วยวิธีเดียวเพิ่มขึ้น มีการใช้วิธีคุมกำเนิดแบบผสมเพิ่มขึ้น  อีก  14% คือจำนวนของผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศลดลง

เมื่อเจาะดูกลุ่มอายุของวัยรุ่น พบว่าการลดลงของจำนวนวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์อายุ 18 -19 ปี นั้นมาจากการใช้วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลมากขึ้นทั้งหมด เนื่องจากประชากรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์ในช่วงปีที่ทำการสำรวจ ส่วนสาเหตุจากการชะลอการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกนั้น อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นอายุน้อยกว่า คือ 15-17 ปี

ช่วงปี 2003 – 2010

ในปี 2014 สถาบัน Guttmacher ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรอีกครั้ง และพบว่าจำนวนแม่วัยรุ่นที่ลดลงมาตั้งแต่ปี 2003 ไม่ได้เป็นผลจากการชะลอการมีเพศสัมพันธ์เลย สัดส่วนประชากรวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้เปลี่ยนไปในช่วงปี 2003 และ 2010 (43% และ 45% ตามลำดับ)  ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับการสำรวจของกรมควบคุมโรคสหรัฐฯ ที่ทำการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนในโรงเรียนที่เรียนอยู่ชั้น ม 3 – ม 6 และไม่พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรที่มีประสบการณ์ทางเพศหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงปี 2001 และ 2003

แต่การลดลงของจำนวนแม่วัยรุ่นกลับสัมพันธ์กับการใช้วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผล โดยจากการเปรียบเทียบผลสำรวจสำมะโนประชากรสองช่วง คือช่วงกลางปี 2006 ถึงกลางปี 2008 และช่วงกลางปี 2008 ถึงกลางปี 2010  นักวิจัยของ Guttmacher วิเคราะห์ว่ามีจำนวนวัยรุ่นที่ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบใดแบบหนึ่งเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่จำนวนวัยรุ่นที่ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบควบคู่กันไปหรือใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิผลมากสุดมีจำนวนสูงขึ้น โดยเฉพาะในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของกลุ่มอายุ 15-19 ปี คือ เพิ่มขึ้นจาก 37% (ปี 2006-2008) เป็น 47% (2008-2010) ส่วนการใช้วิธีคุมกำเนิดแบบคู่ เพิ่มจาก 16% เป็น 23% และการใช้วิธีคุมกำเนิดระยะยาว เช่น การใส่ห่วง ใช้ยาฝัง เพิ่มจาก 1.4% เป็น 4.4%

ช่วงปี 2011 ถึงปัจจุบัน

ยังไม่มีรายงานผลสำรวจสำมะโนประชากรออกมา เพราะผลจะออกในปลายปีนี้ ขณะนี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการติดตามพฤติกรรมเสี่ยงในเเยาวชนมาจากกรมควบคุมโรคเพียงแห่งเดียว ซึ่งทำการติดตามเยาวชนในช่วงปี 2011 และ 2013  พบว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีนัยสำคัญในเรื่องของการคุมกำเนิดและการมีเพศสัมพันธ์ของเยาวชนกลุ่มนี้ ดังนั้น ต้องรอข้อมูลที่ครบถ้วนก่อน นักวิจัยจาก Guttmacher จึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าอัตราการคลอดลูกของวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร

มีอะไรบ้างที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้

หลักสูตรเพศศึกษาแบบ “รอบด้าน” หรือ “รักนวล”

การทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้พฤติกรรมทางเพศของกลุ่มวัยรุ่นเปลี่ยนไป มีความจำเป็นและยังเป็นเรื่องที่ต้องตามศึกษากันต่อ แม้ว่าผลของการเข้าถึงการคุมกำเนิดและประสบการณ์ทางเพศจะเป็นปัจจัยหลักทำให้อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นลดลงในรอบเกือบยี่สิบปีของสหรัฐฯ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิธีการเก็บข้อมูล การประเมินผลโครงการต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่แม่นยำขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนที่พิสูจน์แล้วว่าส่งผลต่อพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นอย่างชัดเจน

โดยจากการประเมินโครงการต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษารอบด้าน พบว่า การให้ความรู้ถึงผลของการชะลอการมีเพศสัมพันธ์ การลดจำนวนคู่และจำนวนครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ วิธีการที่ทำให้เพิ่มการใช้ถุงยางอนามัยหรือการคุมกำเนิดแบบต่างๆ การลดโอกาสเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์  สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้มากกว่าโครงการที่มุ่งให้เยาวชนละเว้นการมีเพศสัมพันธ์หรือรอจนกว่าจะแต่งงาน เพราะจากการประเมินพบว่าวิธีการสอนให้ “รักนวลสงวนตัว” นั้น ไม่ทำให้เด็กชะลอการมีเพศสัมพันธ์ได้จริง รวมทั้งไม่ได้ผลในการห้ามเด็กไม่ให้มีเพศสัมพันธ์

แม้การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนจะช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็ตาม ทว่า นักวิจัยพบว่าการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะส่งผลให้ตัวเลขของวัยรุ่นตั้งครรภ์ลดลงได้ เนื่องจากหลายหลักสูตรที่สอนกันในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโดยรวมเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์เข้าไว้ด้วยนั้น รวมแล้วทั้งหลักสูตรมีเพียงสามชั่วโมง สำหรับในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก คือ มีเพียงสี่ชั่วโมง ที่สำคัญ ในโครงการเหล่านี้ ยังมีผู้เรียนที่ตั้งครรภ์ในระหว่างที่เรียนหนังสืออยู่ สะท้อนว่าการสอนเพศศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่ส่งผลพอต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน

บริบทที่แวดล้อมจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยนำมาอธิบาย เช่น แม่วัยรุ่นมักเกิดในกลุ่มครอบครัวที่ยากจน มีรายได้น้อย การศึกษาต่ำ  เด็กที่เกิดจากแม่วัยรุ่นจึงอยู่ในครอบครัวที่ยากจน มีโอกาสเรียนจบหรือเรียนสูงน้อยกว่าวัยรุ่นทั่วไป ทำให้มีรายได้น้อย ส่งผลให้มีโอกาสเข้าสู่วงจรท้องซ้ำซาก

การระบาดของเอดส์

ส่งผลให้เกิดการรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอย่างแพร่หลาย ในช่วงที่มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี ใช้ถุงยางเพิ่มขึ้นจาก 38% ในปี 1995  เป็น 52% ในช่วงปี 2006-2010

ค่านิยมในเรื่องการเลี้ยงลูกเปลี่ยนไป

ผู้หญิงแต่งงานช้าลง และเลื่อนการมีลูกออกไป แม้จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น ซึ่งค่านิยมเหล่านี้มีผลต่อวัยรุ่นที่เติบโตมาในครอบครัว เพราะได้เห็นแบบอย่างจากพ่อแม่ ทำให้รับค่านิยมดังกล่าวไปด้วย

สื่อ

เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการสร้างค่านิยมเรื่องเซ็กส์ เรื่องการรักนวลสงวนตัว รวมทั้งการคุมกำเนิดและการเลี้ยงลูก เพราะจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 จากการสำรวจปี 2013 วัยรุ่นอเมริกันมีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้านถึง 93% และ 78% มีโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นเป็นโทรศัพท์ที่เข้าอินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้น อินเตอร์เน็ต จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญในเรื่องเพศ

แต่ใช่ว่า โทรทัศน์จะถูกละเลยความสำคัญ เพราะจากผลการสำรวจรายการ “อายุ 16 และตั้งท้อง” และรายการ “แม่วัยรุ่น” ซึ่งนำเสนอโดย MTV พบว่ามีอิทธิพลต่อเด็กวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย เนื่องจากจะมีการทวีต การพูดคุย และการค้นหาคำสำคัญในกูเกิล เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ การทำแท้ง การคุมกำเนิด ในช่วงที่รายการออกอากาศตอนใหม่ แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารายการทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กับอัตราการตั้งครรภ์ที่ลดลงของวัยรุ่นจริงหรือ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า อินเตอร์เน็ตส่งผลต่อการรับรู้และพฤติกรรมทางเพศของเยาวชน

คำแนะนำในทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไป

เมื่อองค์การอนามัยโลกได้ปรับเปลี่ยนคำแนะนำว่าวัยรุ่นหญิงและผู้หญิงสามารถรับบริการคุมกำเนิดได้โดยไม่จำเป็นต้องรับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก ทำให้วัยรุ่นสามารถรับบริการวิธีคุมกำเนิดกึ่งถาวรระยะยาว เช่น ยาฝัง การใส่ห่วง ได้สะดวก รวดเร็วขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้นว่าไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย และประสิทธิผลก็สูงกว่าการใช้ถุงยางอนามัย หรือการกินยาคุมกำเนิด

นโยบายที่เกี่ยวเนื่องเพื่อป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

การทำความเข้าใจต่อผลกระทบของตัวเลขแม่วัยรุ่นต่อปัญหาด้านต่างๆ เช่น ผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตัวเองของวัยรุ่นด้วยการจัดหลักสูตรเพศศึกษาอย่างรอบด้านในโรงเรียน ก็ทำให้ครูต้องสอนเด็กให้มีทักษะต่างๆ ที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เมื่อได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษา เรื่องการคุมกำเนิด ก็ทำให้นโยบายต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของวัยรุ่น เพราะต้องจัดบริการคุมกำเนิดเพื่อให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำมาสู่การทบทวนของรัฐในการให้งบประมาณสนับสนุนแก่โครงการต่างๆ โดยประเมินว่าจะให้โครงการที่สอนเด็ก “รักนวล” หรือให้โครงการที่สอนให้เด็กเรียนเพศศึกษาอย่างรอบด้าน รู้จักการคุมกำเนิด เป็นต้น

แม้ตัวเลขของวัยรุ่นตั้งครรภ์ในสหรัฐลดลงเรื่อยๆ  แต่ก็ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากมีอีกหลายรัฐที่แม้ตัวเลขจะลดลงแล้ว แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เช่น อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ของหลุยส์เซียน่าอยู่ที่ 69 คนต่อประชากรวัยเดียวกัน 1,000 คน สูงเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ โดย 4 อันดับแรกที่มีอัตราการตั้งครรภ์วัยรุ่นสูงสุด คือ นิวเม็กซิโก (80 คน) มิสซิสซิปปี้ (76 คน) เท็กซัสและอาร์คันซัส (73 คน)  ทำให้สหรัฐฯ จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อลดจำนวนแม่วัยรุ่นลงในปี 2010 – 2015 โดยเน้นไปที่ชุมชนที่มีกลุ่มวัยรุ่นผิวสีต่างๆ เช่น วัยรุ่นเชื้อสายแอฟริกัน ลาติน โดยเป้าหมายของยุทธศาสตร์รอบนี้ มุ่งให้ทุกโครงการที่ได้รับงบสนับสนุน ต้องลดจำนวนการคลอดลูกในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ลงให้ได้ 10% จากที่มีอยู่ และลดจำนวนการตั้งครรภ์ให้ได้ตามเป้าของแต่ละโครงการที่ตั้งไว้ รวมทั้งต้องเพิ่มจำนวนวัยรุ่นที่ชะลอการมีเพศสัมพันธ์ออกไปหรือละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ และเพิ่มจำนวนวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แล้วและใช้ถุงยางอนามัย รวมทั้งวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นได้อย่างถูกวิธี

สุดท้าย  จำนวนตัวเลขวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะลดลงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัววัยรุ่นเองที่มีความพยายามหรือความตั้งใจในการป้องกันตัวเองไม่ให้ตั้งครรภ์อย่างไร ซึ่งวัยรุ่นจะสามารถทำได้สำเร็จ ก็ต้องมีความรู้ มีทักษะ และสามารถเข้าถึงบริการที่เป็นมิตรได้จริง ดังนั้น การสอนเพศศึกษาอย่างรอบด้านจึงมีความสำคัญพอๆ กับการทำให้วัยรุ่นสามารถเข้าถึงบริการและใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างได้ผล

การเลือกทำเพียงทางใดทางหนึ่ง ไม่สามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน และคนที่เสียประโยชน์ก็คือ วัยรุ่นเอง

 

 เรียบเรียงจาก What is Behind the Declines in Teen Pregnancy Rates?

 

 

print

Leave a Reply