สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559  กรมอนามัยและภาคียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนาร่างยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 ขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) พัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพ และมีระบบการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม (2) ส่งเสริมบทบาทครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบกิจการในการเลี้ยงดู สร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น (3) พัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตร (4) พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือ การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ และการจัดสวัดิการสังคมในกลุ่มวัยรุ่น และ (5) ส่งเสริมการบูรณาการการจัดการฐานข้อมูล งานวิจัย และการจัดการความรู้  ภายใต้องค์ประกอบที่ 5 ของยุทธศาสตร์ฯฉบับนี้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund – UNFPA) ประจำประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2564

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือ การดำเนินงานสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของเยาวชน ผู้หญิง และประชากรกลุ่มเปราะบาง

UNFPA ร่วมมือกับกรมอนามัย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการฯ  จัดการประชุมความร่วมมือทางวิชาการขึ้นในระหว่างวันที่ 22-30 มีนาคม 2560 และได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมตัวอย่างการดำเนินงานในระดับท้องถิ่น ต.ศาลายา จ.นครปฐม  ทั้งนี้ ได้เชิญศาสตราจารย์ โรเจอร์ อิงแฮม ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและจิตวิทยาชุมชน และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพทางเพศ มหาวิทยาลัยเซาธ์แทมป์ตัน   ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนและติดตามประเมินแผนงานเพื่อลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของอังกฤษในช่วงเวลาสิบปีระหว่างปี พ.ศ. 2542-2557 มาเป็นผู้ให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบทเรียนของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการดำเนินงานเพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเทศอังกฤษอย่างได้ผล นอกจากนั้น การประชุมยังได้เน้นการระดมสมองและประยุกต์ใช้ความรู้และบทเรียนการทำงานเพื่อออกแบบการดำเนินงานตามองค์ประกอบทั้ง 5 ภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 ร่วมกันกับโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นเครื่องนำทาง

สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานในประเทศไทยประกอบด้วยผู้แทนจาก 5 กระทรวงที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ  ผู้แทนจากภาคประชาสังคม  นักวิชาการและนักวิจัยจากหน่วยงานวิชาการต่างๆ  ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง และผู้แทนจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

UNFPA และกรมอนามัยในฐานะเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการฯ ได้นำข้อเสนอแนะโดย ศ. โรเจอร์ อิงแฮม ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษ และบันทึกการประชุมความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างวันที่ 22-29 มีนาคม 2560 ตลอดจนข้อสังเกตจากการลงพื้นที่ มาจัดทำเป็น ร่างข้อเสนอแนะกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในแต่ละองค์ประกอบหลักของยุทธศาสตร์ฯ นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 อาทิ

ยุทธศาสตร์ที่ 1: ทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาของหลักสูตรเพศวิถีศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มุ่งเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่คำนึงถึงการสร้างสัมพันธภาพและความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิผลสูงสุด

ยุทธศาสตร์ที่ 2: จัดทำการสำรวจความกังวลใจและความกลัวของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการพูดคุยเรื่องเพศกับบุตรหลาน และนำข้อค้นพบมาพัฒนารูปแบบการส่งเสริมที่จำเป็นให้แก่พ่อแม่และผู้ปกครอง

ยุทธศาสตร์ที่ 3: จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นเกี่ยวกับรูปแบบ วิธีการจัดบริการ และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่วัยรุ่นต้องการ และจัดทำการประเมินความพึงพอใจในการใช้บริการโดยให้วัยรุ่นเป็นผู้ประเมินด้วยตนเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 4: จัดระบบการดูแลช่วยเหลือที่จำเป็นแก่พ่อแม่วัยรุ่นทั้งด้านกายภาพและด้านจิตใจ โดยใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์ที่ 5: จัดให้มีคณะที่ปรึกษาอิสระ (Independent Advisory Group) เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯในภาพรวมเป็นผลสำเร็จในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี

 

คลิกอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์จากผู้เชี่ยวชาญอังกฤษ

 

print

Leave a Reply