พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นมา มีใจความสำคัญอยู่ที่การรับรองสิทธิวัยรุ่นอายุ 10 -19 ปี

โดยระบุไว้ในมาตรา 5 ว่า “วัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเอง และมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ ได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ได้รับการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้รับสิทธิอื่นใดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอ”

และในการจัดตั้งกลไกลขับเคลื่อนเพื่อให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้บรรลุวัตถุประสงค์ ได้มีการระบุชัดเจนว่านอกเหนือจากการมีคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัดที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานหลัก 5 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงานแล้ว ยังต้องมีผู้แทนเยาวชน 2 คน (หญิง 1 คน ชาย 1 คน) จากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยร่วมเป็นคณะกรรมการและอนุกรรมการทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

การพัฒนาศักยภาพให้ผู้แทนเยาวชนมีความรู้และทักษะในการเป็นตัวแทนเยาวชนทั่วประเทศและร่วมติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามภารกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ จึงร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานเชียงใหม่ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประเทศไทย (UNFPA) จัดให้มีการประชุมพัฒนาข้อเสนอโครงการเสริมศักยภาพเยาวชนตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวขึ้น โดยเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานจากภาครัฐและภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์วัยรุ่น รวมทั้งมีตัวแทนจากเครือข่ายเด็กและเยาวชน  สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนจาก สสส. และผู้แทนจาก UNFPA  เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้พร้อมกับเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิรักษ์ไทย จำนวนรวมทั้งสิ้น 20 คน โดยจัดประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 18 -19 พฤษภาคม 2560 ที่โรงแรมปราชญ์ราชพฤกษ์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดเชียงใหม่

ผลจากการหารือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงการที่จำเป็นต้องมุ่งสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจและออกแบบโครงการโดยวัยรุ่นเอง  ดังนั้น ในการดำเนินงานจึงต้องออกแบบกิจกรรมเพื่อให้วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องสิทธิตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีข้อมูล สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในระดับพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกับวัยรุ่นที่มีอยู่หลากหลายกลุ่ม ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับการมีข้อมูลเฉพาะของกลุ่มวัยรุ่นเปราะบาง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการทำงานที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย โดยในการออกแบบเพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันครั้งนี้ จะคำนึงถึงการทำงานที่สามารถขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ด้วย ดังนั้น จึงจะเน้นกระบวนการที่ให้หน่วยงานต่างๆ สามารถสนับสนุนให้วัยรุ่นเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง

print

Leave a Reply