จากรายงานล่าสุดที่เผยแพร่โดยกรมควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2011 -2013 มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดของผู้หญิงสหรัฐ วัย 15 -44 ปี ซึ่งคุมกำเนิดถึงร้อยละ  61.7 จากจำนวนผู้หญิงทั้งหมดวัยเดียวกันที่มีอยู่ 60.9 ล้านคน พบว่าผู้หญิงสหรัฐ เลือกวิธีคุมกำเนิด โดยใส่ห่วงอนามัยเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
แม้วิธีคุมกำเนิดที่นิยมมากที่สุดมานับสิบปี คือ การกินยาคุม  ส่วนการใช้ห่วงอนามัย เป็นวิธีการคุมกำเนิดระยะยาวที่นิยมน้อยที่สุดก็ตาม แต่จากการสำรวจและเปรียบเทียบอัตราการคุมกำเนิดสองช่วง พบว่าการคุมกำเนิดระยะยาวเริ่มเป็นที่นิยมและเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า คือ   ปี 2006 -2010  มีผู้หญิงที่ใช้ห่วงคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด เพียงร้อยละ 3.8 แต่ในปี 2011-2013 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.2

การเพิ่มขึ้นนี้ เป็นผลจากทัศนคติที่เริ่มเปลี่ยนไปของผู้ให้บริการคุมกำเนิดแก่ผู้หญิง เพราะที่ผ่านมา แพทย์มีความเชื่อว่าถ้าเกิดผลข้างเคียงรุนแรง จะทำให้ผู้หญิงกลัวการใช้ห่วงอนามัย จึงไม่เชิญชวนให้ผู้หญิงใช้อย่างจริงจัง แต่เมื่อมีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ให้ข้อมูลรอบด้าน สร้างความมั่นใจว่านี่คือวิธีที่ปลอดภัยและป้องกันการตั้งครรภ์ที่ได้ผลถึง 99%   ทำให้จำนวนของคนที่เลือกใช้ห่วงอนามัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากการมีนโยบาย “โอบามาแคร์” ที่รวมเรื่องบริการคุมกำเนิดไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพ

ไม่เพียงแค่เหมาะกับผู้หญิงที่แต่งงาน มีลูกแล้วเท่านั้น ความนิยมใช้ห่วงอนามัยกำลังเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นที่ยังไม่แต่งงานเช่นกัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นผลจากทัศนคติ ความเชื่อของผู้ให้บริการที่เคยคิดว่า การสอดห่วงอนามัยเข้าไปในช่องคลอดของวัยรุ่นที่ยังไม่ลูก จะทำได้ลำบากกว่าคนที่มีลูกแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม แต่เมื่อมีผลการวิจัยยืนยันว่าวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์แล้วสามารถใช้ห่วงอนามัยเพื่อคุมกำเนิดได้ และไม่มีผลข้างเคียงต่างจากผู้หญิงวัยอื่น ทำให้วัยรุ่นเริ่มมั่นใจและหันมาเลือกใช้ห่วงอนามัยมากขึ้น โดยการสำรวจในโครงการ CHOICE โครงการที่สนับสนุนให้วัยรุ่นใช้การคุมกำเนิด พบว่า วัยรุ่นเลือกใช้วิธีนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบระหว่างปี 2007 และ ปี 2009 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นหันมาใช้ห่วงคือ การได้ข้อมูลที่รอบด้านแบบเป็นกันเอง จากแพทย์ผู้ให้บริการ และด้วยการคุมกำเนิดวิธีนี้ที่ส่งผลให้อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นในรัฐโคโลราโดลดลงถึง 40% ในรอบ 5 ปี

สำหรับประเทศไทย การบริการคุมกำเนิดฟรีแก่วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 20 ปี  เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2557 โดย กรมอนามัย ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่น ให้บริการห่วงอนามัยและยาฝังคุมกำเนิดซึ่งทำได้ง่ายและเร็วขึ้น โดยห่วงอนามัยคุมกำเนิดได้ 5 ปี สำหรับยาฝัง มีให้เลือก 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด 2 หลอด คุมกำเนิดได้ 5 ปี และ ชนิด 1 หลอด คุมกำเนิดได้ 3 ปี   วัยรุ่นที่สนใจสามารถรับบริการได้ตามสถานบริการเครือข่ายของ สปสช. ทั่วประเทศ

แม้ห่วงอนามัยได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ได้ผลดีที่สุด เพราะมีความผิดพลาดเพียง 1% แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกายังไม่ใช้วิธีนี้ เพราะในกลุ่มคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม มองว่า การใส่ห่วงอนามัย คือวิธีการหนึ่งของการยุติการตั้งครรภ์ หรือทำแท้ง ทั้งที่ไม่มีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาอธิบายหรือยืนยันในเรื่องนี้เลยก็ตาม

print

Leave a Reply